ad code

Friday, April 20, 2012

Raw Food หยุดแก่ เคล็ดไม่ลับจากซุปเปอร์โมเดลวัย 70 ปี


มีให้เห็นกันไม่น้อยเลยนะ สำหรับคนที่เลือกกินแบบรอว์ฟู้ดแล้วได้ผลลัพท์คุ้มค่า พิสูจน์ให้เห็นกันในวัยชราแบบใครๆก็ล้วนใฝ่หา นั่นคือการที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงไม่ต่างจากตอนยังหนุ่มยังสาวแถมด้วยใบหน้าอ่อนกว่าวัยแม้อายุจะปาไปเลขหกเลขเจ็ด! หนึ่งในนั้นมีอีกคนนึงที่น่าชื่นชมในการดูแลตัวเองสุดๆ อย่าง  Susan Griffin ชีมีดีกรีเป็นถึงดาราและนางแบบระดับโลกในยุค 60 แถมยังได้ค่าจ้างที่แพงมากที่สุดในยุคนั้นด้วย ในปัจจุบันแม้อายุล่วงเลยเข้าเข้าเลข 7 แล้วแต่เธอก็ยังโดนคำถามจากเพื่อนๆตลอดว่าไปดึงหน้ามาใช่มั้ย ถึงได้หน้าเต่งตึงกว่าอายุ ซึ่ง ณ จุดนี้ ซันนี่บอกว่าเธอภูมิใจที่จะบอกใคร ๆว่าเธออายุ 70 แล้ว ก็จะไม่ให้ภูมิใจได้ยังไง ในเมื่อผิวพรรณและรูปร่างที่ดีขนาดนี้เกิดจากความพยายามรักษาสุขภาพและรูปร่างด้วยตัวเธอเอง อย่างการเลือกกินรอว์ฟู้ดที่ซันนี่กินติดต่อกันมา 40 ปี แล้ว โดยเธอขอยกความดีความชอบให้กับ "เอ็นไซม์" ที่หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้จากโฆษณาสินค้าเอ็นไซม์สกัดทางช่องทีวีหรือจากเว็บไซต์ที่เค้าบรรยายสรรพคุณว่าช่วยรักษาโรคได้ร้อยแปดพันเก้า ยกเว้นอย่างเดียวก็คือ เค้าไม่ได้บอกว่าจริงๆแล้วเอ็นไซม์น่ะ มันมีอยู่แล้วในผักผลไม้สดและถั่วธัญพืชที่ไม่ได้ปรุงสุกหรือที่เรียกว่ารอว์ฟู้ดนั่นเอง ซึ่งเอ็นไซม์นี่แหละที่ทำให้รอว์ฟู้ดได้ชื่อว่าเป็นอาหารเพิ่มพลังชีวิตหรือ Life Force อธิบายง่ายๆก็คือ มันเป็นสิ่งที่ทำให้พืชมีพลังในการงอกออกมาเป็นต้น และโตเป็นต้นไม้ออกดอกออกผล พอเรากินพวกผักผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อนหรือกินแบบสด ๆ เอ็นไซม์มันก็จะยังอยู่ และเข้าไปช่วยซ่อมแซม บำรุงในส่วนที่เสียหายหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สดใส ใช้งานได้นานอย่างเต็มสมรรณะ ไม่ต่างจากเครื่องยนต์ที่ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี ซึ่งนั่นเปรียบได้กับการยืดอายุขัยย์ให้ตัวคุณเองด้วย

ส่วนประโยชน์จากรอว์ฟู้ดที่ซันนี่ได้รับ เธอเล่าว่ามันช่วยให้เธอมีผิวดีอ่อนกว่าวัยย์ ดวงตาใสปิ๊งเป็นประกายแว๊บๆ ไร้โรคภัย สดชื่นแจ่มใส แล้วก็ช่วยให้ย่นระยะในการฟื้นตัวเมื่อครั้งที่หกล้มกระดูกคอแตก ยิ่งกว่านั้นการกินรอว์ฟู้ด ยังทำให้เธอมีพลังงานมหาศาลให้ทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น เช่นออกกำลังกายไปฟิตเนส ทำโยคะ เต้นบัลเล่ต์ ท่องเที่ยวหลายๆประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ซันนี่ชื่นชอบมากขนาดที่มาปลูกบ้านไว้แล้ว สิ่งที่ถูกใจซันนี่คงจะเป็นเพราะบ้านเรามีผักผลไม้อุดมสมบูรณ์และราคาไม่แพง ซันนี่เลยชอบมาทุกปีเที่ยวตั้งแต่เหนือจรดใต้ เธอชอบไปทำดีท็อกซ์ด้วยวิธี Fasting ตามเกาะด้วย ฟังดูช่างน่าสนุกมากๆเลยเนอะ ที่คนวัยนี้ยังมีแรงให้ใช้ทำกิจกรรมได้มากมาย ซึ่งอาจจะมากกว่าหนุ่มสาวบางคนซะด้วยซ้ำ และจากส่วนนี้แหละที่ืำืำทำให้ซันนี่มีสุขภาพจิตที่ดีเยี่ยมตามไปด้วย ว่ากันตรงๆ มันก็เป็นเรื่องยากมากนะสำหรับคนในอายุขนาดนี้ ที่ยังมีรูปร่างดี ยังสวย ดูสดใส มั่นใจ ร่าเริงได้ขนาดนี้ เพราะคนอายุ 70 ส่วนใหญ่ที่เคยเห็นส่วนมากจะเริ่มตัดขาดจากสังคมแล้ว เพราะรู้สึกว่าตัวเองหมดความหมายเป็นแค่คนแก่น่าเบื่อที่ถูกลืม บางคนกลายเป็นผู้ป่วยเบาหวาน มะเร็ง ทำให้หมดไฟในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตรงนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าสุขภาพกายมันมีส่วนมากในเรื่องของอารมณ์และจิตใจ เรื่องนี้ซันนี่ให้คำแนะนำว่าถ้าคุณอยากจะมีชีวิตชีวาแข็งแรง และยังดูดีในวัย 70-80 อย่างเธอ คุณก็ควรเริ่มรักษาสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ 20-30 โดยเฉพาะเรื่องการกินอาหารที่มันจะช่วยคงความอ่อนเยาว์อย่างรอว์ฟู้ด ที่ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

Sunny มาฉลองคริสมาสต์และเล่นสงกรานต์ที่ไทย
ซันนี่กับสามี

มาดูซันนี่สอนทำของหวานแบบรอว์กันบ้าง
 อันนี้เป็นพายแอปเปิ้ล


และช็อกโกแล็ตออฟเดอะก้อดส์ น่ากินสุด ๆ


นอกจากการกินแบบรอว์ฟู้ดเพื่อรักษาสุขภาพและรูปร่าง ซันนี่มีิวิธีบำรุงผิวพรรณของเธอให้ตึงเต่งเปล่งปลั่งด้วยสกินแคร์ที่ทำจากรอว์ฟู้ดอีกด้วย โดยเลี่ยงที่จะใช้สกินแคร์ทั่วไปที่ผลิตจากสารเคมี ตรงนี้ซันนี่บอกว่า "If you won't eat it , why smear it on your face" หรือ "ถ้าคุณไม่มีทางจะกินมัน แล้วจะเอามาทาหน้าทำไมล่ะ?"  ส่วนพวกสกินแคร์ที่ผลิตจากธรรมชาติเค้าก็เอาพวกพืชผลไม้ไปต้มไปผ่่านความร้อนก่อนมาผสมอยู่ดี ทำให้เอ็นไซม์ที่เป็นส่วนผสมตัวสำคัญในการช่วยฟื้นฟูผิวพรรณตายไปหมดแล้ว แปลว่าไม่ได้ช่วยบำรุงซ่อมแซมผิวของเราอะไรอีกเหมือนกัน เธอเลยผลิตสกินแคร์ด้วยรอว์ฟู้ดด้วยตัวเธอเองซะเลยในชื่อแบรนด์  Astara   ภายใ้ต้คอนเซปเก๋ๆว่า ให้ิผิวคุณได้ฟื้นฟูตัวเองด้วยเอ็นไซม์จากพืชผลไ้ม้สดๆ และพฤกษานานาพรรณที่ไม่ผ่านความร้อน มันจึงปลอดภัยแม้แต่เด็กๆก็ใ้ช้ได้ และช่วยบำรุงผิวได้จริง ตอนนี้แอสทาราถือเป็นสกินแคร์ที่มีคุณภาพสูงและเป็นสินค้ายอดนิยมที่ขายในสปาไฮโซชั้นนำทั่วโลกด้วยนะ

ออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้เขียนเพื่อโฆษณานะคะ บาทเดียวก็ไม่ได้จากการนี้  เดี๋ยวใครจะว่าอิชั้นเป็นฮี๊กับกับ(ม้า) คือจริงๆแล้วเฟิร์สแค่อยากแชร์ข้อมูลให้ผู้อ่านได้รู้กันว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้นมีตัวเลือกอื่นที่ดีและปลอดภัยกว่าครีมบำรุงผิวส่วนใหญ่ที่ทำจากสารเคมีที่ทาปุ๊บสะสมสารพิษปั๊บทุกครั้งไป เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่เค้ามองเราเป็นเพียงลูกค้าที่จ้องจะทำกำไรให้เค้าให้ได้เยอะมากที่สุดเท่านั้น ต่างจากผู้ผลิตอย่างซันนี่ ที่ห่วงใยในสุขภาพของลูกค้าและสิ่งแวดล้อมมากพอที่จะเลือกแต่เฉพาะวัตถุดิบที่ปลอดภัยเท่านั้น และเมื่อเราสนับสนุนเฉพาะสินค้าที่ปลอดภัยและได้ผลจริงก็จะช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นต้องปรับปรุงให้สินค้าของเค้าปลอดภัยกว่าเดิมไปด้วย ณ จุดนี้บอกได้คำเดียวสองครั้งว่า "วิน วิน"



ก่อนจบขอฝากประโยคปลุกใจจากซันนี่ที่พูดถึงวิธีชะลอวัยไว้ในเฟซบุ๊คของเธอว่า "Eat lots of raw food to give your body the enzymes it needs to heal itself and you CAN do it." ภาษาไทยคือ "กินรอว์ฟู้ดเยอะๆ ร่างกายจะได้รับเอ็นไซม์เพื่อใช้ในการรักษาและซ่อมแซมตัวเอง และคุณก็ทำได้"






Wednesday, April 11, 2012

หยุดเสี่ยงตายกับสารเคมีอันตรายในเครื่องสำอางค์


เกมในคลิปด้านบนมีชื่อว่า "Try to Look Pretty Without Poisoning Yourself " (สวยได้แบบไม่ต้องวางยาพิษตัวเอง) ที่ทำออกมาเสียดสีสารเคมีในเครื่องสำอางค์ได้ตรงใจและขำดี แต่ความจริงอันโหดร้ายอาจทำให้ขำไม่ออกซักเท่าไหร่ เพราะรู้มั้ยว่าคุณอาจกำลังทำร้ายตัวเองด้วยเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทุกวัน นับตั้งแต่ สบู่ แชมพู เจลใส่ผม ไวท์เทนนิ่ง ลูกกลิ้งปั่นเต่า ยันเครื่องสำอางค์ร้อยแปดพันเก้า และทุกครั้งที่คุณทาถู หยดมันลงบนผิวหนัง มันก็ซึมแหวกทะวุผ่านรูขุมขนลงไปได้ถึง 60 - 70 % และเต็ม 100 % หากเป็นจั๊กแร้ ไอ้เจ้าสารเคมีที่ผสมอยู่นี่แหละ คือผู้ร้ายตัวจริงที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้เครื่องสำอางค์ ไม่ต้องโทษตัวเองว่าเป็นความผิดของคุณที่ดันเกิดมามีผิวที่บอบบางแพ้ง่ายแล้วดันไปซื้อสินค้าที่แรงเกินไปมาใช้ เพราะจริงๆแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตล้วนแพ้สารเคมี  แม้แต่ปลาก็ยังต้องซวยไปด้วยถ้าในน้ำมีสารเคมีปนเปื้อน เพราะงั้น ต่อให้คุณมีสภาพผิวที่ด้านดำกรำกร้านขนาดไหน ก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะไม่แพ้ แต่จะแพ้เร็วหรือช้านั้นก็ขึ้นอยู่กับระเบิดเวลาของภูมิคุ้มกันของคุณ ว่ามันจะอ่อนแอรอวันบึ้ม! ออกมาฟ้องให้เจ้าของร่างรู้ว่าระดับเลเวลพิษที่สะสมไว้มันเกินขีดที่มันจะรับไหว บางคนประเมิณค่าความแรงของสารเคมีต่ำเกินไปหากคิดว่า โถ จะกลัวอะไรกันนักกันหนากับสารเคมี แค่เอาน้ำเปล่าล้างออกก็สะอาดแล้วไม่ใช่เหรอ? บอกได้เลยว่าคิดผิดมหันต์

เพราะจากข้อมูลการวิจัยของ Environmental Working Group (EWG)  ได้ทำการรวบรวมเอาสาววัยรุ่นอเมริกันอายุ 14 - 19 ปี จำนวน 20 คนมาตรวจเลือดและปัสสาวะ พบว่าสาวๆทั้งหลายมีสารเคมีในร่างกายถึง 16 ชนิด และทุกคนล้วนมีสารกันเสียยอดฮิตอย่างพาราเบน ( Paraben ) อยู่ในตัวกันถ้วนหน้า ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ภูิมิคุ้มกันลดลง ฮอร์โมนทำงานบกพร่อง เมื่อใช้เป็นประจำก็จะสะสมก่อให้เกิดมะเร็งเ้ต้านมในอนาคต นับเป็นข้อมูลที่น่าตกใจเลยทีเดียวเชียว ที่ขนาดสาวน้อยเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วัยรักสวยรักงามก็มีสารพิษสะสมในกระแสเืืลือดกันแล้ว

แม้แต่  Susan Jeske  นางงามคนแรกของอเมริกาเองยังหนีไม่พ้นภัยร้ายจากสารพิษในโลชั่นประทินผิว ท้าวความซักนิดถึงประสบการณ์สยองจากมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เธอเคยใช้เป็นประจำทุกวันหลังอาบน้ำเพื่อคงความชุ่มชื่นของผิวอย่างเบบี้ออยล์และ Mineral Oil  แต่แล้ววันแห่งวิปโยคก็มาถึง เมื่อมีสิวหนองแย่งกันขึ้นเห่อเต็มหนังหัว ทำยังไงก็ไม่หายสร้างความทรมานให้ซูซานเป็นอย่างมาก เธอจึงไปหาหมอบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ หมอก็ถามว่าเธอใช้อะไรทาผิวบ้าง คำตอบที่ได้ก็คือ Mineral Oil ที่เธอใช้ทุกวันนั้น มันไปอุดตันรูขุมขนและเคลือบผิวหนังไว้จนหายใจไม่ได้และขัดขวางขบวนการขับของเสียของร่างกายที่ปกติจะัขับอออกมาทางรูขุมขนบนผิวหนัง ดังนั้น มันจึงไปพุพองขึ้นเป็นดอกหนองเล็กใหญ่บนส่วนที่ไม่ได้โดน Mineral Oil ซึ่งนั่นก็คือหนังหัวของเธอเอง เมื่อรู้ว่ามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เคยใช้กลับพ่นพิษใส่แทนที่จะช่วยให้ผิวสวย ซูซานเลยโยนทิ้งซะ และหันมาใช้เครื่องผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติแทน ผลที่ได้ก็คือเม็ดหนองบนหนังหัวหายเป็นปลิดทิ้งภายในไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ปัจจุบันซูซานพยายามรณรงค์ และเผยแพร่ข้อมูลให้สาวๆ ทั้งหลายระวังมากขึ้น และหยุดใช้เครื่องสำอางค์ผสมสารเคมีและหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ Natural Products ที่ผลิตด้วยส่วนผสมที่สกัดจากธรรมชาติไร้สารเคมีแทน เพราะเธอบอกว่า FDA หรือ อย. ไม่ได้ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคเท่าที่ควร โดยเฉพาะสารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประจำวันนั้นก็ไม่ได้เข้มงวดกวดขันกันซักเท่าไหร่ ลองมาดูซูซานในข่าวที่เธอออกมาให้สัมภาษณ์ และทดสอบให้เห็นถึงความร้ายกาจของ Mineral Oil หนึ่งในส่วนผสมหลักของโลชั่น และเครื่องสำอางค์นานาชนิดกันว่าน่ากลัวขนาดไหน และอย่าลืมเช็คว่าคุณกำลังใช้มันอยู่รึเปล่า


เฟิร์สเองก็เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่เคยประสบปัญหาแพ้สารเคมีในของใช้ประจำัวันมาตั้งแต่ยังอยู่ม.ต้น จำได้ว่าสมัยนั้นบ้าโคโลญจ์หอมๆของวัยรุ่นมากๆ ใช้มัน 7 วัน 7 กลิ่น จนเพื่อนตั้งฉายา่ให้ว่าเป็นเด็กอ้วนที่หอมที่สุดในโลก โตขึ้นมาอีกนิดก็ชอบใช้ครีมอาบน้ำกลิ่นหอมๆ โลชั่นกลิ่นผลไม้หวานๆแบบแทบจะเคลือบคาราเมล แต่แทนที่จะได้เห็นผิวสวยนุ่มลื่น กลับได้ผื่นตะปุ่มตะปั่มแข่งกันขึ้นอย่างกะหนังคางคก ทั้งหน้าผาก คอ แขน ขา ทั้งคันทั้งแสบ ลำบากแม่ต้องพาไปหาหมอผิวหนังทุกเดือนไป  สาเหตุที่หมอบอกก็คือ เฟิร์สแพ้เหงื่อตัวเองเลยทำให้มีผื่นไม่หาย ครั้งแรกที่ได้ยินหมอบอกก็ตกใจ งงปนเศร้า ที่ทำไมหนอตัวเราเกิดมาซวยผิดมนุษย์มนาเค้าแบบนี้วะ นี่แปลว่าชั้นต้องซื้อยาทาระงับผดผื่นไปตลอดเหมือนเป็นโรคประจำตัวงั้นหรือ ?? จนกระทั่งได้มาเจอข้อมูลที่ไม่มีทางจะได้เห็นหรือได้ยินจากโฆษณาว่าสารเคมีที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทุกวันนั่นแหละ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้และผื่นขึ้น หลังจากนั้นเฟิร์สก็ระวังในการเลือกซื้อสินค้าจำพวกเครื่องสำอางค์และโลชั่นประทินผิวมากขึ้น เช่นยี่ห้อที่เคยโปรดมากๆอย่าง "Natural" เค้ามีโลชั่นและเจลอาบน้ำที่หอมสุดๆ แถมชื่อฟังดูปลอดภัยแต่ใช้เมื่อไหร่ผื่นแดรกเมื่อนั้น ก็หยุดใช้ไปเรียบร้อย ปัจจุบันในห้องน้ำก็จะมีแต่สบู่แชมพูยี่ห้อบ้าน ๆ อย่่างสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรพืชผักผลไม้ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปลอดภัยไร้กังวล ส่วนใหญ่จะหาได้ในสไตล์ OTOP ถึงแม้หน้าตาจะไม่อินเตอร์ แต่ปลอดภัยกว่ากันเย๊อะมาก พิสูจน์ด้วยตัวเองแ้ล้วว่้าผื่นที่เคยขึ้นตลอดเป็นสิบปีนั้นน้อยลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้หายเกลี้ยงไปแล้ว



ส่วนเครื่องสำอางค์ที่ใช้บนหน้าก็ปาทิ้งไปหลายตัว อย่างอายไลน์เนอร์แบบน้ำที่เคยเป็นปัจจัยที่ 5 ต้องกรีดมันทุกวันเพราะดันเกิดมาตาตี่ และเค้าก็ฮิตกันทั่วหัวระแหงอะเนอะ ไปไหนก็มีแต่สาวๆตาเฉี่ยวเปรี้ยวปรี๊ด สมัยนั้นก็ใช้ยี่ห้อเกาหลีอีทูดี้ ก็กรีดติดต่อกันนานเลยนะ ประมาณเกือบ 3 ปี ก็ไม่มีอาการแพ้อะไร ดีใจที่ตาโตขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ๆ วันนึงก็แพ้ซะงั้น หนังตาคันบวมเป่ง แสบร้อน ตาแทบปิดยังกะโดนผัวต่อย  และนั่นก็เพราะว่าเฟิร์สป้ายสารเคมีลงบนหนังตาจุดเดียวทุำกวัน ทุกวัน ซ้ำลงตรงจุดเดิมเป็นเวลานานจนมันรับไม่ไหวแล้ว บิ๊กอายก็เหมือนกันหยุดใส่ไปเลย เพราะทรมานกับอาการตาแห้ง ทุกวันนี้มีความสุขกับตาเล็กๆเพราะไม่ต้องทรมานตัวเองเพื่อความสวย ก็เลยตัดใจยอมตาตี่ดีกว่าตาบอด  ส่วนพวกครีมบำรุงผิวหน้าและครีมกันแดดก็เปลี่ยนมาใช้แบบสมุนไพร สบายหน้ามากๆ เพราะไม่แสบร้อนผ่าวๆ เหมือนพวกยี่ห้อดังๆที่เคยใช้ (แต่ก็โง่ทามาได้ตั้งนาน) ตอนนี้ก็หยุดทรมานตัวเอง และรู้สึกเบาใจขึ้นมากที่หนังหน้ารับสารเคมีน้อยลง

ลองมาดูอีกหนึ่งคลิปดี ๆ ของ Annie Leonard's ชื่อ The Story of Cosmetic  ที่ทำออกมาเพื่อตีแผ่และเตือนภัยให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ให้ได้รู้ถึงความอันตรายของสารเคมีในเครื่องสำอางค์ที่ผู้ผลิตผสมให้เราใช้โดยไร้สำนึกและมิได้แคร์เลยว่าจะทำลายสุขภาพมากแค่ไหน ไม่ว่ามันเป็นสินค้าราคาถูกๆ หรือเครื่องสำอางค์ไฮโซเคาน์เตอร์แบรน ก็ไม่ไ้ด้การันตีว่าปลอดภัยไปกว่ากันเลยซักนิด



เมื่อรู้แล้วว่าบรรรดาสินค้าที่คุณเคยใ้ช้นั้นไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่วางใจมันมาตลอด ก็ควรเริ่มระมัดระวังในการซื้อสินค้าเหล่านี้โดยหลีกเลี่ยงสารพิษให้มากที่สุด และเปลี่ยนวิธีคิดในการเลือกซื้อสินค้าซะใหม่ จงอย่าซื้อเพราะคุณชอบหน้าตาและกลิ่นหอมๆ หรือเพราะคำโฆษณาชวนเชื่อว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้ หรือเพราะว่าเพื่อนใช้แล้วมันเวิร์คนี่นา หยุดชะล่าใจไปว่าเป็นมันเป็นถึงเครื่องสำอางค์เคานเตอร์แบรนด์ ราคาแพงหูฉี่ มีแต่บรรดาไฮโซเค้าใช้กันว่าจะปลอดภัยไปกว่าเครื่องสำอางค์ตลาดนัด แ้ม้แต่ยี่ห้อที่ทำแพคเกจออกมาแนวธรรมชาติแบบแนทเชอรั่ลสุด ๆ  ราวกับไปผลิตกันในป่าเบญจพรรณก็ไม่ได้การันตีว่าปลอดภัยหายห่วง สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างในสินค้าที่คุณกำลังจะซื้อ ลองพลิกหลังกล่องอ่านรายชื่อของ "Ingredients" ดูซิว่ามีกี่ชนิด อะไรบ้าง ยิ่งมีรายการของส่วนผสมมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้รับสารเคมีมากเท่านั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดก็คือซื้อเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติให้มากเท่าที่จะทำได้ อย่าไปเสียดายที่ไม่ได้ืซื้อโลชั่นและครีมประิิทินโฉมชื่อดังที่เค้าโฆษณาว่าช่วยให้ผิวเนียนนุ่มกระจ่างใส หรือแลดูอ่อนวัยย์เหมือนนางแบบในทีวี เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีสารเคมีตัวไหนช่วยให้ผิวดีขึ้นได้จริง ๆ มีแต่ทำให้เสียสุขภาพและสะสมสารพิษมากขึ้นเรื่อย ๆ นางแบบนายแบบที่เห็นกันว่าหล่อสวยผิวดีหน้าใสกิ๊งก็รู้กันดีแก่ใจว่าผ่านการปรับสีเปลี่ยนแสงและโฟโต้เฉาะมาแล้วทั้งสิ้น ลองคิดดูว่า หากสกินแคร์ผสมสารเคมีที่วางขายกันเกลื่อนกลาดนั้นช่วยคงความเยาว์วัย และผิวพรรณที่ดีขึ้นได้จริง ๆ เราคงเห็นแต่มนุษย์หน้าเด็กผิวใสเปล่งออร่าเดินขวักไขว่ไปมากันทั้งโลกไปแล้วล่ะมั้ง




นี่คือตัวอย่างสารเคมีฮิตที่คุณจะพบเห็นได้บ่อยๆในชื่อของส่วนผสมหลังกล่องเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในประจำวันที่ควรหลีกเลี่ยงให้ดีในการช้อปปิ้งครั้งหน้า
                                          
Paraben -พาราเบน
คุณจะเจอสารตัวนี้ได้ในผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องสำอางค์ แชมพู ครีมนวด ครีมบำรุงผิวหน้าต่างๆ ที่เค้าใส่มันลงไปด้วยก็เพราะว่าพาราเบนเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกๆ มันเลยนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ผมและผิวของใครดีขึ้นได้ สารตัวนี้ัยังก่อให้เกิดมะเร็งด้วย โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม โดยจะดูดซึมเข้ากระแสเลือดของคุณได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็เข้าไปทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ปกติเป็นหน้าที่ของร่างกายทีจะผลิตฮอร์โมนนี้ จึงทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล หากสาวๆท่านใดอยากเก็บสองเต้าไว้เชยชมชั่วลูกชั่วหลานก็อย่าลืมพลิกอ่านส่วนผสมหลังขวดหลังกระปุกเครื่องสำอางค์ของคุณมีชื่อ Paraben และญาติ ๆของมันอยู่มั้ย ได้แก่ Methylparaben, Ethylparaben  แต่ถือว่ายังดีที่ตอนนี้สินค้าพวกสมุนไพรหลายยี่ห้อเริ่มทำแชมพูครีมนวดแบบไร้สารพาราเบนออกมาขายกันบ้างแล้ว


Phthalates -พาทาเลต
อีกหนึ่งสารที่ควรระวังก็คือพาทาเลต และบางครั้งมันก็จะแฝงตัวมาในชื่อของ "Fragrance" พาทาเลตเป็นสารเคมีก่อมะเร็งยอดฮิต ใช้เพื่อละลายพลาสติกให้อ่อนตัว โชคดีของเด็กน้อยที่สารนี้โดนห้ามใช้ในของเล่นเด็กในแถบยุโรปไปแล้วหลังใช้มา 40 ปีติดต่อ เหลือแต่ผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่ยังได้รับความซวยจากผลข้างเคียงในการใช้สินค้าที่มีสารนี้ น่าเศร้าสำหรับคุณผู้ชายเพราะมันจะทำให้อสุจิของคุณด้อยคุณภาพและผลิตออกมาน้อยลง 


 

 SLS (Sodium Lauryl Sulfate)
เป็นสารที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดฟอง พบบ่อยในน้ำยาขัดพื้น สบู่ แชมพู ครีมล้างหน้า น้ำยาล้างจาน ล้างรถ หรือแ้ม้แต่ยาสีฟัน สาร SLS ไม่สามารถถูกกำจัดออกได้ด้วยตับจึงเป็นสาเหตุของตับเป็นพิษ สาเหตุที่มันมาอยู่ในสินค้าให้คุณซื้อนั้นก็เพราะความงกของผู้ผลิตเพราะสารตัวนี้มีราคาถูก นอกจากจะเป็นอันตรายต่อตับแล้ว SLS ยังทำให้ ผมร่วง ผิวแห้งเสียอีกด้วย




อันนี้น่าตกใจมากสำหรับสารตะกั่วหรือ  Lead ที่เค้านิยมใส่ในลิปสติก แม้แ่ต่ แบรนด์ดังๆ ก็ยังมีและเยอะด้วย ที่่น่าตกใจกว่าก็คือองค์กรอาหารและยาหรือ FDA ของอเมริกาปล่อยให้ผู้ผลิตใส่สารตะกั่วได้อย่างอิสระและไม่ได้จำกัดปริมาณในส่วนผสม ทั้ง ๆที่สารตะกั่วเป็นสารก่อมะเร็งที่ไ่ม่มีระดับความปลอดภัย นั่นคือมันเป็นอันตรายอย่างหนัก น่าเศร้าที่ผู้หญิงทุกคนคงเคยกินตะกั่ววันละหลายเวลา เพราะที่ทาลงบนปากมันไม่ได้ระเหยเป็นไอหายไปกับสายลมและแสงแดด แต่มันลงไปในท้องของคุณและคนที่คุณรักนั่นแหละ อยากรู้มั้ยว่าในหนึ่งชีวิตของลูกผู้หญิงเรากินลิปสติกกันไปเยอะขนาดไหน หาคำตอบได้ในคลิปนี้เลย

 























ถ้าอยากรู้ว่าสารเคมีที่อยู่ในเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้อยู่ในแต่ละวันมีผลกระทบกับสุขภาพของคุณยังไงบ้าง ก็ลองคลิกเข้าไปเสิร์ชหาดูได้ที่ CosmeticsDatabase.com เว็บนี้เค้ามีข้อมูลของสินค้าถึง 69,000 ยี่ห้อให้ลองค้นดู หรือจะเสิร์ชจากชื่อสารเคมีก็ได้ ขอให้โชคดีไร้สารเคมีกันทุกคนนะคะ