ad code

Monday, December 17, 2012

เพิ่มสมาธิ ฝึกสติด้วยมวยหวิ่งชัน

การมีสติ (Mindfulness) คือการรู้ตัวเต็มที่อยู่เสมอว่าตัวเองกำลังทำอะไร และกำลังคิดอะไรอยู่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่จะช่วยพัฒนาชีวิตไม่ว่าจะ้ด้านไหน เพราะหากเราใช้ชีวิตอย่างไร้สติ ปัญหาที่จะตามมาแน่ๆ ก็คือทักษะในเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองก็จะลดลง ทั้ง ฟัง พูด ดู อ่าน เขียน และปฎิบัติก็ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความเครียดตามมาอีก ยิ่งกว่านั้นการไม่มีสติยังส่งผลโดยตรงต่อความสุขสงบทางจิตใจอย่างมาก มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราทุกคนควรพยายามมีสมาธิ รู้ตัว จดจ่อกับกิจกรรมที่ทำอยู่ตรงหน้าหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า living in the now แบบที่ไม่มีเรื่องอื่นวนเวียนเข้ามาในหัวเลย แต่เรื่องของเรื่องก็คือการจะมีสมองโล่งๆ ไม่นึก ไม่คิดอะไร มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยซักนิด เพราะความจริงแล้วคนเราชอบฟุ้งซ่าน ฝันกลางวัน คิดนู่นนี่นั่น จากงานวิจัยเปิดเผยว่าในหนึ่งวันเราคิดกันวันละถึง 60,000 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความคิดทั่วๆไปอย่าง อยากรวย, อยากสวย, มื้อหน้ากินไร? ศุกร์นี้เที่ยวไหน?, แต่งตัวไงให้ีแมทแต่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ? เมื่อไหร่เนื้อคู่กรูจะเกิด?  แต่ที่น่าตกใจคืออีก 80% ที่เราคิดๆกันมันเป็นความคิดด้านลบที่ทำให้สุขภาพจิตอ่อนแอและแย่ลงทำให้เครียด ซึมเศร้า ไบโพล่าร์ โดดตึก กินยาตาย ไม่ว่าจะเพราะเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอดีตที่กลับไปแก้ไขไม่ได้ทำให้เกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หรือการกังวลเกี่ยวกับเรื่องอนาคตที่จะเกิดขึ้น  รวมถึงความคิดดูถูกตัวเองต่างๆนาๆ ที่ก่อให้เกิดความเครียด ซึมเศร้า ดูืซิว่าคุณเองมีความคิดคล้ายๆแบบนี้บ้างมั้ย?


เฟิร์สเองก็มีปัญหาเรื่องสติไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ ทั้งสมาธิัสั้น ฟุ้งซ่าน กังวลทั้งเรื่องอดีตและอนาคต คิดน้อยใจตัวเองแ๊ว๊บๆที่ชาตินี้เกิดมาไม่เพอร์เฟค หลายครั้งมีเพลงดังอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา บางคืนต่อให้ง่วงหงาวหาว นอนร่างกายอยากพักผ่อนแค่ไหนก็หลับไม่ลงเพราะเสียงความคิดในหัวมันยังดังอยู่ ผลเสียของการคิดเยอะคือ นอนไม่หลับ ขี้ลืมเว่อร์ๆ ซุ่มซ่าม ย้ำคิดย้ำทำ ดูหนังไ่ม่รู้เรื่องโดยเฉพาะภาษาอังกฤษจับใจความไม่ได้ พอรู้ตัวเองว่ามีปัญหาเรื่องสมาธิเลยเริ่มฝึกตัวเองให้มีสติมากขึ้น ฟุ้งซ่านน้อยลง ที่ลองแล้วก็คือนั่งสมาธิ ฝึกลมหายใจ โยคะ ซึ่งก็ดีมากๆ แต่วิธีที่ดีทีุ่สุดและเหมาะกับคนที่นั่งสมาธิไม่เก่งเลยแบบเฟิร์สคือการฝึกสติด้วยศิลปะป้องกันตัวอย่างมวยหวิ่งชัีนที่เรียนมาได้เกือบสองปี เหตุผลง่ายๆืั้ที่เลือกเรียนตอนแรกก็เพราะว่ามีแฟนเป็นครูสอนเลยได้เรียนฟรีและถือเป็นทำกิจกรรมสนุกๆกับแฟนด้วย พอเรียนได้ซักพักก็ได้ค้นพบว่านอกจากประโยชน์เรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและเสริมสร้างความมั่นใจว่าป้องกันตัวเองได้แล้ว การเรียนมวยหวิ่งชันยังช่วยพัฒนาสติได้จริงๆ เพราะถ้าลองไม่มีสติเวลาที่ฝึกต่อสู้เมื่อไหร่ หมายถึงเจ็บตัวเมื่อนั้น ทั้ง หมัด ศอก เข่า มือ เท้ามากันไม่ยั้ง ดังนั้นเวลาเรียนต้องห้ามพลาดห้ามเผลอไม่งั้นเจ็บตัวแบบโทษใครไม่ได้ยกเว้นตัวเองที่ไม่มีสติหรือไม่ตั้งใจฝึก



ฝึกสติด้วย Chi Sao
คลิปด้านบนคือลีลาการสู้ด้วยหวิ่งชันของเฟิร์ส กับอาจารย์แอริคหรือแฟนเฟิร์สเอง จะเห็นว่าเราเริ่มด้วยการเอาแขนมาสัมผัสกันไปมาเรียกว่าท่า Chi Sao หรือภาษาอังกฤษเรียก Sticky Hands ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆของมวยหวิ่งชัน คือการใช้แขนสัมผัสแขน หรือร่างกายของคู่ต่อสู้ตลอดเวลาเพื่อ"ฟัง" จะได้จับจังหวะได้ถูกต้องว่าเมื่อไหร่ต้องบล็อค และตอนไหนจะปลอดภัยที่สุดเมื่อจู่โจม โดยห้ามคิด ห้ามนึกเด็ดขาดว่าต่อไปจะทำอะไรดีนะถึงจะชนะได้ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องเคลื่อนไหวตามคู่ต่อสู้เหมือนต้นไม้ลู่ตามลม แล้วรอโอกาสจู่โจมทันทีที่มันเสียจังหวะ และการฝึกท่า Chi Sao สำหรับเฟิร์สแล้วมันช่วยฝึกสติให้่ว่างได้ดีมาก ยิ่งถ้าใครฝึกนานๆก็สามารถเอาชนะได้แม้ปิดตาสู้ ที่เจ๋งและเป็นเสน่ห์ของหวิ่งชันอีกอย่างก็คือมันเป็นศิลปะการป้องกันตัวแบบเดียวที่คิดค้นโดยผู้หญิงเพื่อใช้เอาชนะผู้ชายที่ตัวใหญ่และแข็งแรงกว่า วิธีการก็เลยเน้นที่อะไรก็ตามที่ทำแล้วหยุดคู่ต่อสู้ได้เร็วที่สุดก็ยิ่งได้ผลที่สุด ไม่ว่ากัด นิ้วทิ่มตา หักแขนขา ถีบไข่ ได้หมดทั้งสิ้น ทำให้หวิ่งชันเป็นศิลปะการป้องกันตัวแบบเดียวที่ไม่มีกติกาหรือข้อห้ามเหมือนการต่อสู้แขนงอื่น จนถูกสั่งแบนไม่ให้เข้าร่วมแข่งขันในสนามเพราะกลัวคู่ตัวสู้อาจจะพิการหรือตาบอดได้ จะเห็นได้จากในคลิบข้างบนว่าเฟิร์สกระชากจิกดึงทึ้งผมของอาจารย์หลายครั้ง เพราะการที่ผู้หญิงตัวเล็กป้อมคนนึงจะสู้กับผู้ชายสูง 188 ซม.ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การดึงเ้ค้าลงพื้นให้เร็วที่สุดอย่างการกระชากหนังหัวให้ลงมากองบนพื้นแล้วกระทืบซ้ำคือสิ่งที่เร็ว มีประสิทธิภาพ และไม่ต้องใช้กำลังมากมายก็ล้มอาจารย์ก้านยาวได้ง่ายขึ้น


ยิปมันอาจารย์บรู๊ซ ลี
หลังจากได้พยายามฝึกสติมาัซักระยะ ก็เริ่มเห็นสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ปล่อยวางมากขึ้น ยอมรับและพอใจในตัวเอง, อารมณ์นิ่งขึ้นเป็นน้ำเย็นจากปกติที่เคยหงุดหงิดง่ายเมื่อไหร่ก็ตามที่อากาศมันร้อน ก็กลายเป็นทนความร้อนเก่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะผิวหนังมันปรับอุณหภูมิให้เข้ากับสภาพอากาศได้ดีขึ้นนะ แต่เป็นเพราะพอมีสติมากขึ้น ก็จะเริ่มรู้ว่าตัวเองกำลังจะหงุดหงิด และการแผดเสียงอันดังให้คนข้างๆฟังว่าทำไมร้อนจังวะนั้นยิ่งทำให้ตัวเองร้อนกว่าเดิม คนฟังก็ำรำคาญ และการลองทนอากาศร้อนให้ได้ัก็เป็นเหมือนการท้าทายตัวเองว่าจะทนได้มั้ย และผลของการทดลองก็คือทนได้ เลยยิ่งตอกย้ำว่าสุขภาพจิตมันแข็งแรงขึ้นจนมันเย็นไปเองโดยอัตโนมัติและความหงุดหงิดก็หายไป อีกอย่างนึงที่เห็นชัดๆก็คือเฟิร์สเริ่มฝึกมวยได้นานขึ้นกว่าแต่ก่อนที่เคยฝึกได้แป๊บๆก็ขอพักเพราะเบื่อเร็วเว่อร์จนอาจารย์แอบเซ็ง บวกกับเวลาไม่มีสมาธิก็จะเจ็บตัวเยอะกว่าทำให้ท้อแท้หงุดงิด  ตอนนี้พอมีสติมากขึ้น รู้สึกเลยว่า level up ทักษะเพิ่มก็เลยชอบเรียนมากกว่าเดิมอีก และอาจารย์เค้าจะสอนการฝึกลมหายใจ ให้ยืดตัวทำโยคะด้วย นักเรียนหลายคนก็ชอบ เพราะได้ผ่อนคลายและทำให้ใจเย็นมีสติมากขึ้นเยอะ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เวลาที่เจอสถานการณ์กดดันก็จัดการกับมันด้วยใจที่นิ่งขึ้น ถ้าใครอยากรู้ว่าินิ่งยังไงแนะนำให้ดู Ip Man หนังจีนมันส์ๆบู๊ๆ แต่เนื้อหาทำได้ดีมาก อ้างอิงจากชีวิตจริงของอาจารย์ยิปผู้โ่ด่งดังและเป็นอาจารย์ของบรู๊ซ ลีด้วยนะ จะเห็นได้ชัดเลยว่าอาจารย์ยิปเป็นนักสู้ที่เก่งมากๆ แบบเอาชนะตัวพ่อได้หลายสำนัก แต่บุคลิกส่วนตัวตอนเค้าไม่โหดก็จะเป็นแบบนิ่งๆ ใจเย็นและ่อ่อนโยนกับทุกคน และจากการคบหาดูใจอาจารย์แอริคแห่ง Bangkok Wing Chun มาสามปีกว่า ก็พอจะบอกได้ว่าเค้าก็เป็นคล้ายๆแบบนี้ นิ่งๆ ใจเย็น สอนเข้าใจง่าย น่ารักกับนักเรียน และการสอนหวิ่งชันคืิอความฝันสูงสุดของอาจารย์ด้วย ถ้าอยากเห็นว่าบรรยากาศการสอนเป็นยังไงก็ลองดูในคลิปนี้เลยค่ะ



บางคนอาจคิดว่าการฝึกสติฟังดูธรรมะธัมโมนุ่งขาวห่มขาว เป็นเื่รื่องของคนวัยชราที่หันหน้าเข้าวัดในช่วงสุดท้ายของชีวิตเพื่อให้ได้บุญตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ อยากบอกว่าไม่ใช่เลย สติเป็นสิ่งสำัคัญสำหรับทุกคนที่ควรมีอยู่ตลอดเวลา เพราะมันส่งผลโดยตรงกับความสุขสงบทางใจในชาตินี้ และเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในทุกด้านจริงๆ หากคุณก็เป็นคนนึงที่กำลังอยากเพิ่มความแข็งแรงให้สุขภาพจิต หรือกำลังต้องการแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์และสติของตัวเองให้ได้แบบไม่ต้องออกไปซื้อยาจากโรงพยาบาลโรคจิตที่มีผลข้างเคียงแย่ๆต่อสุขภาพในระยะยาวเป็นของแถม ก็อย่าลังเลให้ศิลปะการป้องกันตัวอย่างมวยหวิ่งชันเป็นทางเลือกนะคะ รับรองเลยว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยฝึกให้คุณมีสภาพจิตใจที่สงบ เป็นอิสระจากความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ เหมือนที่หลายคนในคลิปนี้มาเล่าให้ฟังว่าทำไมการเรียนหวิ่งชันจึงส่งผลดีต่อชีวิตพวกเค้า เช่นสาวสวยนักเชลโล่หนึ่งในนักเรียนหวิ่งชันในสารคดีนี้บอกว่าฝีืมือการเล่นดนตรีของเค้าดีขึ้นมาก และมันคือผลพลอยได้จากการฝึกสติด้วยมวยหวิ่งชันนั่นเอง

 


Saturday, November 10, 2012

วง World Order กับท่าเต้นที่แดกขาดและสัญลักษณ์อิลลูมินาติ

เปิดดู MV ของ Genki Sudo กี่ทีก็ไม่เคยเบื่อเลยจริงๆ เค้าคือนักมวย MMA ชาวญี่ปุ่นที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นนักร้องแนว Electronic Pop ชอบตรงสไตล์การเต้นที่แปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็แอบมีประเด็นที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน ตรงที่เนื้อเพลงส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า "We are all one เราทั้งหลายคือหนึ่งเดียวกัน" ที่นักทฤษฎีสมคบคิดบอกว่าเป็นการพยายามโปรโมทการจัดระเบียบโลกใหม่หรือ New World Order แนวคิดจากลัทธิอิลลูมินาติ (Illuminati) มันคือสมาคมลับที่อยู่คู่โลกเรามาหลายร้อยปีแล้วพี่น้อง และมีสมาชิกทั่วโลกถึง 5 ล้านคน ส่วนแผนล่าสุดก็คือการพยายามให้ประชาชนทุกประเทศทั่วโลกโดนปกครองจากระบบเดียวกันนั่นคือให้ UN เป็นรัฐบาลโลก ว่าง่ายๆว่ากะครองโลกใบนี้ไว้ในกำมือ และเพลงของ Genki ก็พยายามสื่อถึงการจัดระเบียบรวมโลกนี้ด้วย สังเกตุได้จากชื่อวง เนื้อร้อง แถมด้วยสัญลักษณ์อิลลูมินาิติที่แฝงไว้ทั่วเอ็มวี ที่เด็ดกว่านั้นคือมีภาพถ่ายวง World Order ที่ดูแล้ว มี Theme เหมือนกันเป๊ะๆกับภาพจริงของสมาชิก Skull and Bones  องค์กรนึงของ The Masons หนึ่งในสาขาลัทธิย่อยของอิลลูมินาติ

ภาพถ่ายสมาชิก Skull and Bones



Genki Sudo และสมาชิกวง บังเอิญป่ะ?


ถอดรหัสจากภาพด้านบน ลองนับคนในภาพเท่ากับ 13 คน ของ Genki มีการหาหุ่นมารวมๆไว้ด้วยเพื่อให้ได้จำนวนเท่ากัน สาเหตุก็คือตัว M คือสัญลักษณ์ของ The Masons และตัว M ก็เป็นพยัญชนะตัวที่ 13 ด้วย 

             ลองมาดูสัญลักษณ์เครือย่อยของอิลลูมินาิติ อันไหนคุ้นๆมั่ง






ปีนี้ Genki มีเพลงออกมาใหม่เลยอยากจะชวนใครที่อาจยังไม่เคยรู้จักวงนี้ให้ดูกันว่าเพลงจะเพราะแค่ไหน อาจไม่แรงเท่ากังนัมสไตล์แต่ท่าเต้นกวนๆกับใบหน้านิ่งๆน่ะแดกขาดแบบเอาใจไปเลยฮ่ะ








Monday, October 22, 2012

ชวนชาวไทยแหงนหน้าขึ้นฟ้ามองหา Chemtrails

เคยป่ะ กำลังเดินเล่นคิดอะไรเพลินๆ ชมนกชมไม้ ปลดปล่อยอารมณ์กับธรรมชาติรอบตัว แหงนหน้ามองขึ้นฟ้ากะซึมซับบรรยากาศปุยเมฆขาวๆ แต่ดันเจอะเ้ข้ากับสายเมฆเส้นยาวๆแทน ทำให้เกิดเป็นคำถามผุดขึ้นในใจว่า เฮ้ย เส้นไรวะ? 

 
ถ้ายังไ่ม่เคยเห็นเลยในชีวิต ก็น่าจะลองแหงนมองขึ้นฟ้าสังเกตุดูได้แ้ล้วว่าบนฟ้าแถวบ้าน ที่ทำงานและสถานศึกษาของคุณมีอะไรแปลกปลอมพาดผ่านกลางท้องฟ้าบ้างรึเปล่า ถ้าเึคยเห็นประจำ แต่ไม่เคยสงสัยก็เริ่มสงสัยได้เลยเพราะรู้มั้ยว่าคุณกำลังสูดเอาอากาศเสียๆเข้าปอดอยู่ทุกลมหายใจ ที่แน่ๆมันไม่ใช่ตดซุปเปอร์แมน แต่เป็นสารเคมีที่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องบินที่เรียกว่า Chemtrails  ส่วนประกอบของมันเป็นพิษต่อคน สัตว์ พืช ภาพอากาศ และน้ำฝนทุกหยด คุณอาจไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเพราะบ้านเราไม่่ค่อยพูดถึงกันซักเท่าไหร่ จะมีออกมาก็แต่ข่าวตามสไตล์ Thailand Only แนว ตื่นลำแสงประหลาด ที่ชาวบ้านพากันแตกตื่นกับเมฆเส้นยาวๆบนฟ้า และจบลงด้วยการร่วมอธิษฐานขอพรกันถ้วนหน้าจนเป็นข่าวใหญ่ ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวภาคต่อออกมาชี้ว่า "ช่างภาพดาราศาสตร์ย้ำ “แสงประหลาด” แค่ “คอนเทรล”"  หรือไอน้ำจากเครื่องบินไม่มีอะไร ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องเป็นห่วง  แต่ภาพที่ใช้ประกอบข่าว Contrails กลับเป็นรูปภาพของ Chemtrails เส้นยาวแทน ถ้าอยากรู้ว่า Chemtrails กับ Contrails มันต่างกันยังไงลองดูจากวีดีโอนี้ได้ เค้าเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน



















จากสองข่าวที่ยกมา ก็พอจะบอกได้ว่าคนไทยที่รู้จักเมฆยาวๆนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มนั่นคือกลุ่มที่เชื่อในอภินิหารว่ามันเป็นเมฆศักดิ์ิสิทธิ์ กับอีกกลุ่มที่คิดว่าเป็นเพียงไอน้ำจากเครื่องบินไม่มีอะไรน่าตกใจ แต่รู้มั้ยขณะที่ไทยเราชิลมาก คนต่างชาติทั่วโลกเค้ากลับเริ่มตื่นตัวกับอันตรายของสารเคมีที่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องบินกันแล้ว และเหตุที่ไม่มีใครอยากโดนสารพิษพ่่นใส่ทุกวันเียี่ยงประชากรแมลงสาบ เค้าเลยพากันออกมาเดินรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ตื่นตัวกับความร้ายกาจของ Chemtrails ถือเป็นการปลุกให้้เพื่อนร่วมชาติได้ตื่นมาเจอกับโลกแห่งความจริงที่ไม่ได้สวยและปลอดภัยอย่างในฝัน

Hamilton , New Zealand






Spain

Greece



L.A. California


 
New Zealand

ถ้าสงสัยว่าทำไมคนต่างชาติเค้าถึงออกมายืนประท้วงเรื่องเมฆเส้นๆนี้กันนัก แล้วเรื่อง Chemtrails จะเป็นจริงอย่างที่คุณกำลังอ่านอยู่หรือเปล่า?  ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ จนกว่าจะเห็นกับตาแล้วหาข้อมูล วิเคราะห์ด้วยตัวเอง กูเกิ้ลและยูทูบมีเรื่องเกี่ยวกับมันเพียบ พร้อมให้คุณเ้ข้าไปเสิร์ชหาเพื่อหูตาที่สว่างกว้างไกลขึ้น หากเห็นด้วยว่า Chemtrails เป็นภัยต่อโลก และอยากเป็นส่วนนึงที่จะ Save The World  ก็ช่วยกันเผยแพร่กระจายให้รู้กันมากๆ  และคงจะดีไม่น้อยถ้าจะสะกิดคนข้างๆให้แหงนมองไปด้วยกัน อย่าแคร์ไปล่ะ ถ้าเค้าจะว่าคุณสติไม่สมประกอบชอบคุยเรื่องเมฆ คุณไม่ได้บ้าหรอก เพราะไอ้เมฆเคมีนี่มันมีให้เห็นทนโท่อยู่แทบทุกวัน ไ่ม่ได้ฝันไปเอง แต่การมีชีวิตอยู่ใต้ท้องฟ้าและเมฆที่ดูผิดธรรมชาติโดยไร้ข้อกังขาใดๆตังหากล่ะคือการปิดหูปิดตาตัวเองจากโลกแห่งความจริง 


ลาด้วยเพลงเท่ห์ๆเนื้อหาดีๆเกี่ยวกับ Chemtrails ที่อยากให้ฟังกัน ชอบมากๆ



Sunday, October 7, 2012

เตือนภัย ต่อผมนานเกินไปอาจเป็นเช่นนี้


ภาพนี้อาจทำให้หลายคนอกสั่นขวัญแขวน ลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้จ้าผวาสุดตัว กัับสภาพหนังศรีษะด้านหน้าของนางแบบชื่อดังก้องโลกอย่าง นาโอมิ แคมป์เบลล์ งงล่ะสิว่าผมหล่อนหายไปไหนครึ่งหัว จากข่าวนี้บอกว่าสาเหตุที่นาโอมิมีสภาพแบบในรูปเกิดจาก Traction Alopecia คืออาการผมร่วงจากการใช้ที่คาดผม, มัดผมตึงตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน แต่กรณีของนาโอมินั้นเกิดจากการที่ชีต่อผมติดต่อกันนานหลายปีเกินไป และที่น่าเศร้าก็คือผมของนางจะฟื้นฟูสภาพได้ยากแล้วล่ะ Dr. Alan Bauman คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องผมให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องการต่อผมว่า “Extensions, weaves, anything artificial hanging on hair — no matter whether you attach it with glue, special magnets, tape — it’s going to cause damage over time”  แปลว่า "ทั้งการต่อผม,ทอผม อะไรก็ตามที่มันห้อยติดอยู่กับผมคุณ ไม่ว่าจะใช้กาว คลิปแม่เหล็ก หรือ เทป มันก่อให้เกิดการเสียหายกับผมคุณในระยะยาวทั้งสิ้น" ฟังดูน่ากลัว ก็ไม่รู้ว่าชีต่อผมติดต่อกันนานมากขนาดไหนถึงได้โล้นโล่งเตียนไปครึ่งขนาดนั้น ก็ได้แต่หวังว่าทรงเส้าหลินแฮร์คงไม่กลายเป็นเทรนด์ฮิตในวงการนางแบบในอนาคต



เคยโดนเีรียกอีผมน้อย
ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกันน่ะหรือ? ก็เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยโดยเฉพาะสาวๆที่ใจเร็วด่วนได้อยากผมยาวทันใจในชั่วพริบตา เฟิร์สเองก็เป็นคนนึงที่เลือกใช้บริการต่อผม เพราะดันเกิดมาผมเส้นเล็กบาง เวลามัดก็ได้กระุจุกจึ๋งนึง แถมผมยังยาวช้ามากกกอีก เพื่อนก็ชอบล้อเรียกอีผมน้อย ฝนตกหนึ่งเม็ดผมมรึงก็เปียกทั้งหัวบ้างล่ะ, แชมพูขวดนึงมรึงใช้ได้ทั้งชีวิตบ้างล่ะ เลยเป็นเหมือนปมด้อยตั้งแต่เด็กๆ ทีนี้พอได้ยินว่าประเทศไทยมีนวัตกรรมใหม่คือการต่อผม คือเอาผมคนอื่นมาต่อใส่หัวตัวเองได้ อยากจะดกดำยาวหนาแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ & ตังค์ในกระเป๋า อู๊ยย มันเป็นอะไรที่เปลี่ยนชีวิตคนผมน้อยให้ดีขึ้นได้จริงๆใช่มั้ยเนี่ย?  ไม่รอช้าเงินเดือนออกปุ๊ปอิชั้นรีบไปปรากฎกายที่ร้านต่อผมปั๊บ ถามเจ้าของร้านว่าผมที่ใช้ต่อให้ลูกค้ามันมีที่มาที่ไปยังไงอะคะพี่ แบบว่าไม่อยากโดนผีกระชากผมกลางดึก หล่อนตอบ "อย่านอยด์ไปค่ะคุณน้อง ผมที่พี่ใช้ไม่ใช่ผมศพคนตาย แต่รับมาจากอินเดีย เวียดนาม เขมร เค้าทำกันเป็นอาชีพประจำหมู่บ้านเชียวนะคะ ที่กำลังต่อให้น้องเนี่ยผมคนเขมร สภาพดีมว้าาาก ไม่เคยผ่านสารเคมีมาก่อนเลย" ค่ะ ไม่เคยผ่านสารเคมีแล้วไม่ทราบเคยผ่านการสระด้วยแชมพูบ้างมั้ยคะเนี่ย เหม็นอับซะกรูอยากหยุดหายใจ แต่สุดท้ายกลัวไม่สวยก็ต้องยอมไปตามยถากรรม กลายเป็นวงจรชีวิตทุกๆ 5 เดือน ต้องไปต่อใหม่ เพราะเมื่อโคนผมยาวออกมา ปมผมปลอมมันก็จะเด่นเป็นสง่าปรากฎแด่สายตาชาวโลกให้รู้ว่าอีนี่มีผมปลอม ซึ่งเป็นเรื่องน่าอายมากกว่าการมีผมน้อยซะอีก!

ต่อผมแล้วกลายเป็นอีผมเยอะ

ชีวิตที่มีผมปลอมเป็นเหมือนเพื่อนคู่กายก็ดำเนินไปเกือบ 5 ปี จะว่าเป็นโรคเสพติดการต่อผมก็คงได้  เพราะใจจริงก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตใครทั้งสิ้น แถมการต่อผมยังทำให้ผมจริงหลุดออกมาเป็นกระจุกๆทุกครั้งที่ไปเลื่อนปม และผมปลอมเวลาสระไปเรื่อยๆมันจะเริ่มไม่เงาเท่ากับผมจริง ถ้าลองดูรูปบนซ้ายมือ จะเห็นว่าส่วนที่ยาวที่สุดมันดูไม่ธรรมชาติ ทื่อๆ ไม่เงา ไร้น้ำมันตามธรรมชาติดั่งผมที่ตายแล้ว แต่ถึงขนาดนั้นอิชั้นก็ยังไม่ยอมหยุดต่อ แม้แฟนจะบอกตลอดว่าไม่ปลื้มเส้นผมสัญชาติเวียดนาม เขมร อินเดียที่สลับสับเปลี่ยนมาขึ้นบนหัว เพราะบางทีอยากทำโรแมนติกเอามือสางผมเล่นน่ารักน่ารักเหมือนในหนังก็ทำไม่ได้ เพราะสางไปมือก็ติดปมผมปลอมกลายเป็นอุปสรรคเล็กๆต่อความรักของเราไปซะงั้น T_T แต่ถึงกระนั้นอิชั้นก็มิได้แคร์นะคะ ยังคงเดินหน้าเข้าร้านต่อผมอยู่อีกหลายปี  แต่ในช่วงหลายปีนี่แหละ ที่เฟิร์สเปลี่ยนการกินมาเป็นแบบมังสวิรัติและเริ่มทำโยคะ สุขภาพเริ่มดีขึ้นมากส่งผลให้จิตใจสงบขึ้น มีความสุขขึ้น พอใจกับตัวเองมากกว่าเดิม สนใจเสียงนกเสียงกาน้อยลง ณ จุดนี้เหมือนมีปาฏิหารย์ดลใจทำให้คิดได้ว่า พอซะทีดีกว่ากรู พอแล้วกับความสวยปลอมๆ หยุดทำให้ตัวเองตกเป็นทาสของค่านิยมผมหนายาว = สวย หยุดจ่ายเงินหลายพันเพื่อแลกกับความมั่นใจแค่เปลือกนอก สุดท้ายก็ไปเอาออก แต่วันแรกที่ไม่มีผมปลอมหลังจากมีมาตลอด 5 ปีก็เล่นเอาทำใจลำบากเหมือนกันนะ ดูหน้าสิ -*-

ถอดผมปลอมออกวันแรก


ชีวิตตอนนี้ถึงผมจะไม่หนายาวเท่าเดิม แต่มีความสุขมากกว่าเดิม และโล่งอกเล็กน้อยที่เอาออกซะก่อน
จะมีชะตากรรมเีดียวกับนาโอมิ แถมรู้สึกว่าได้ปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งที่เคยเป็นภาระบนหัวมาตลอดหลายปี จะว่าไปการกินผักผลไม้สดเยอะขึ้น ลดละเลิกอาหารที่ไร้ประโยชน์ มันมีผลต่อชีวิต เยอะมาก เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนเลย และที่เจ๋งสุดการกินผักผลไม้มากขึ้นมันช่วยให้ผมหนาและยาวขึ้นกว่าที่เคยด้วย พิสูจน์จากการไปเจอเพื่อนๆที่ไม่เจอมานานแต่ไม่มีใครรู้เลยซักนิดว่าเฟิร์สไม่มีผมปลอมแล้ว ขนาดถามว่ารู้มั้ยเนี่ย ชั้นเอาผมต่อออกแล้วนะ เพื่อนก็บอกว่าไม่รู้เลยถ้าไม่บอก เย่ ดีใจค่ะ แต่คงต้องหยุดทรมาณมันจากเครื่องรีดผมไปอีกนานเพราะปลายผมแห้งเสียมากๆ หวังว่าเรื่องนี้คงเป็นอุทาหรณ์ให้ใครที่กำลังจะไปต่อผม หรือกำลังต่ออยู่ได้เกิดความคิดมุมมองใหม่ๆจากเฟิร์สบ้างนะคะ คุณจะสวยที่สุดก็ต่อเมื่อคุณยอมรับสิ่งที่คุณเป็นได้ค่ะ ^^


Friday, October 5, 2012

รีวิว ผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติที่ใช้ประจำวันตั้งแต่ัหัวยันเท้า




หลังจากเขียนเกี่ยวกับอันตรายจากสารเคมีในเครื่องสำอางค์ไปแล้ว ก็มีผู้อ่านรีเควสอยากเห็นว่าเฟิร์สใช้อะไรบ้างในแต่ละวัน วันนี้ฤกษ์งามยามดีได้ของที่สั่งจากทางเน็ทพอดีเลยขอรีิวิวซะหน่อย รีวิวนี้หลักๆจะเ่น้นเกี่ยวกับส่วนผสมแ่ต่ละตัวว่าอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพยังไงบ้าง โดยอ้างอิงฐานข้อมูลจากเว็บ  EWG Skindeep ควบคู่ด้วย เค้าจัดอันดับความเป็นพิษของสารเคมีหรือ Hazard Score Key ตั้งแต่ 1-10 ดังนี้







ลองเสิร์ชหา ฟลูโอไรด์ (Sodium Fluoride) คลิ๊กป๊าบออกมาได้เีีืัีรท 6 แหน่ะ



เมื่อดูรายละเอียดในช่อง Health Concerns of Ingredients ประกอบ ก็ได้ความว่าโซเดียมฟลูโอไรด์เป็นพิษปานกลางเกือบสูง,เป็นสารก่อมะเร็ง,มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธ์ และจะต้องใช้สารอันตรายนี้ในปริมาณจำกัด ก็เหมือนที่เค้าเขียนเตือนข้างหลอดว่าให้ใช้น้อยๆปริมาณเท่าเม็ดถั่วนั่นแหละ เอาล่ะ หวังว่าทุกคนคงจะพอเข้าใจคอนเซปในการรีวิวแล้วโน๊ะ เพราะต่อไปจะเขียนชื่อส่วนผสมเป็นสีๆ เขียว แดง เหลือง เพื่อระบุระดับความแรงของสารเคมีด้วย

No Fluoride :)

เริ่มที่ยาสีฟันที่เฟิร์สใช้ตอนนี้ก็ปลอดสารก่อมะเร็งเพราะไม่มี ฟลูโอไรด์ ยี่้ห้อที่ใช้อยู่นี่ก็เพิ่งซื้อมาลองเป็นหลอดแรก ชื่อยี่ห้อไืืืท้ไทยแต่ไ่ม่ได้แปลว่าเชยว่า "ทิพย์นิยม" ชอบตรง "แจ่ม" บนหลอด ขำดี แล้วคุณภาพเค้าก็แจ่มจริง แปรงแล้วสดชื่นปากสะอาดแบบสมุนไพร ส่วนผสมก็มี Calcium Carbonate, Sorbitol, Glycerine, Sodium BicarbonateMyrrh, Sage, Chamomole, Clove เช็ค ดูแล้วก็ปลอดภัยดีไม่มีก่อมะเร็ง และถึงจะเน้นสมุนไพรเป็นหลักแต่กลิ่นก็ไม่แรงไปอะไรไป ตัวยาสีขาวด้วย ถ้าเทียบกับดอกบัวคี่คนที่เคยใช้จะรู้ว่าสีมันจะออกแนวขี้มาก และกลิ่นสมุนไพรจะคลุ้งกระจายในปากมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบแต่ละบุคคล เฟิร์สชอบลองไปเรื่อยๆถือเป็นสีสันให้การแปรงฟันไปในตัว


Shower Gel
ฟันสะอาดสดชื่นแล้วก็ได้เวลาอาบน้ำ เฟิร์ส ชอบใช้เจล หรือครีมอาบน้ำมากกว่าก้อนๆ เพราะมันบีบใส่ใยบวบขัดตัวง่ายดี ที่สำคัญช่วยตัดปัญหาเรื่องเสียอรรถรสระหว่างอาบน้ำ ณ จุดนี้คิดว่าทุกคนคงทราบดีว่าสบู่ก้อนมันชอบลื่นหลุดมือ ต้องก้มๆเงยๆเปลือยๆเก็บสบู่กันตลอด ยี่ห้อที่ใช้ตอนนี้ก็คือสองขวดทางขวา ยี่ห้อใบว่านสูตรมะขามผสมน้ำผึ้ง ใช้แล้วผื่นไม่ขึ้นไม่คันยุบยิบเหมือนครีมอาบน้ำที่เคยใช้มาก่อน ส่วนผสมมี Cocamidopropyl Betaine, Sodium Lauryl Ether Sulfate, Tamarindus indica, Sodium Chloride, Honey, Cocamide DEA, Fragrance, Polysorbate 20, Citric Acid, Glydant ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่คือ Fragrance หรือน้ำหอมที่เป็นสารก่อมะเร็ง ส่วนเจ้า Glydant สารกันบูดก็ทำให้เกิดผื่นได้ พอรู้แบบนี้เวลาอาบน้ำก็เริ่มลดปริมาณการใช้ หยดน้อยๆจะได้ไม่เปลืองด้วย ดีกว่าประโคมฟองฟ่อด ส่วนอีกสองขวดด้านซ้ายเป็นมะขาม กับขวดสีแดงซื้อมาจากเืมืองปายเป็นสินค้าท้องถิ่นเค้า คิดว่ากลิ่นแรงไป ใช้แล้วผื่นขึ้น ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ก็ใช้จะหมดอยู่แล้ว ขอข้ามเลยละกันแฮ่ๆ


Shampoo & Conditioner
ต่อด้วยแชมพู ครีมนวด ครีมหมักผม 
ส่วนผสมในแชมพูน้ำมันมะพร้าว: Aloe Vera, Coconut Oil, D-Panthenol, Fragrance, Cocamidopropyl Betaine ครีมนวด: Homnin rice with olive oil, Cetyl Alcohol, Carsoquat CT(สารกันบูด), Fragrance, Bronidox-L 
ครีมหมักผมน้ำมันมะพร้าว: Cetyl Alcohol, Cetrimonium Chloride, Coconut Oil, Rice bran oil, Fragrance จะเห็นว่าทั้งสามอย่างมีส่วนผสมจากสารเคมีน้อยชนิด เป็นเหตุผลหลักที่เืลือกซื้อ เพราะยิ่งมีสารเคมีน้อยชื่อ ก็ยิ่งช่วยลดความหลากหลายของสารเคมีที่่หนังหัวจะได้รับนั่นเอง ถ้าลองเปรียบเทียบกับแชมพูที่วางขายทั่วไปยี่ห้อที่ทุกคนคุ้นเคย รับรองว่าจะต้องตาลายถ้าพลิกอ่านเพราะมีเยอะเว่อรๆ อย่างซันซิลค์ขวดสีชมพูเพิ่งนับส่วนผสมได้ 30 อย่าง -*- wtf จากวีดีโอนี้บอกว่าชนิดของสารเคมีที่ผู้หญิงได้รับในแต่ละวันมีถึง 200 ชนิด ผู้ชายรับน้อยกว่าครึ่งนึงคือ 100 ชนิด นี่แปลว่าเกิดเป็นหญิงแท้จริงใช้สารเคมีในปริมาณมากกว่าเพราะเพิ่มเรื่องแต่งหน้า บลา บลา เข้าไปด้วย




Hair Serum
ผมเฟิร์สแห้งเสียตรงปลายด้วย ก็เลยใส่พวกแฮร์เซรั่มให้มันหน่อย ช่วยให้ผมหวีง่ายไม่พันกัน ขวดซ้ายสีน้ำตาล Serum 3 in 1 ส่วนผสมมี Coconut oil, Sesame Oil, Rice bran oil, essence oil สามารถใช้กับ ผม ผิว และเป็นน้ำมันนวดตัวได้ ส่วนขวดเขียวขวามือยี่ห้อลีลาวดีเฮิร์บ มี Organic Germ Rice Oil, Jojoba Oil อันนี้เป็นสีใสๆ ส่วนตัวชอบลีลาวดีมากกว่า เพราะขวดสีน้ำตาลกลิ่นแรงมาก ใช้แล้วแอบหลอนว่าตัวเองเป็นผีไทยห่มสไบผมดำยาว ยิ่งใช้ก่อนนอนยิ่งเย็นยะเืยือก เอาไปให้แฟนดมดูหวังว่าฮีจะคิดต่าง แต่ก็ตอบมาว่ากลิ่นแรงมากพร้อมทำหน้าเหมือนเหม็นขี้ใส่อีก นั่นแปลว่าไม่มีโอกาสที่สองซะแล้วล่ะสำหรับ Serum 3 in 1  เรื่องกลิ่นถ้าเีทียบ กับขวดเขียวแล้วกลิ่นนุ่มประทับใจจมูกมากกว่า แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบอีกแหละ ถ้าใครชอบกลื่นแนวสปามากๆก็น่าจะรักเลย ที่สำคัญ ingredients ทั้งสองตัวดูปลอดภัยหายห่วงด้วย





Sunblock, Cleansing Gel, Powder
สำหรับหน้าเฟิร์สหยุดและเปลี่ยนมาใช้ตัวอื่นหลายตัวเลย เริ่มจากเจลล้างหน้าหลอดขวามือของ Lilawadee Herb ที่เืลือกเพราะดูแล้วมีส่วนประกอบน้อยดี แค่ 3 อย่างเอง โปรตีนไหมไทย, น้ำผึ้ง, วิตามินอี ส่วนครีมกันแดดแต่ก่อนจะใช้นูโทรจีนาเป็นหลัก หมดไปหลายขวด แ่ต่พักหลังทาแล้วเริ่มแสบร้อนหน้า สุดท้ายมาเจอกับโลชั่นกันแดดลีลาวดี SPF 50 ก็เบาบางดี ไม่เหนียวหนักหน้า ไม่เป็นคราบ ทาแล้วไม่ทรมานแสบร้อนวาบๆเป็นเปรตโดนน้ำมนต์ ส่วนประกอบคือ Thai Silk protient, Hydrolysed peal extract(ผงไข่มุกสกัด), Thanaka extract ส่วนตลับกลมๆนั่นก็คือแป้งฝุ่นสีเื้นื้อ Light Herbal Powder ตัวนี้ไม่เหมือนแป้งที่เคยใช้มาก่อนในชีวิต เพราะเนื้อแป้งออกสากๆหยั่งกะเอาผงทรายมาทาหน้า แต่คนขายเค้าบอกว่านี่แหละไฮไลต์ ไอ้ยี่ห้อทั่วไปที่ทาแล้วลื่นๆน่ะเค้าใส่แป้งมันสำปะหลัง  ฟังดูรู้สึกพี่เค้ามั่นใจอะไรซักอย่างมากๆว่าแป้งมันสำปะหลังไม่ดีนะน้อง เฟิร์สเลยซื้อมาลองซะหน่อย แต่ติดใจเรื่องแป้งมันอยู่นะ พอข้อมูลดู พบว่าชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ Tapioca Starch แต่กลับไม่เจอว่ามันอันตรายหรือไม่ควรใช้ อืม คิดแล้วคงหดหู่น่าดูนะ ถ้าแป้งมันเป็นสารพิษงานนี้มีอดกินราดหน้ากันทั้งประเทศ


สำหรับใบหน้าขอเริ่มรีวิวขวดเล็กตรงกลางก่อน ยี่ห้อ Lilawadee Herb เป็นวิตามิน E สกัดจากน้ำมันมะรุม + น้ำมันรำข้าว ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่เพราะซึมช้าหน้าเหนียว แถมกลิ่นออกแนวตะไคร้ใบมะกรูดสุดๆ ถ้าลองชิมดูอาจเป็นรสต้มยำก็เป็นได้ ขวดใหญ่ซ้ายสุดน้ำมะเ์ฟืองสกัดชีวภาพ AHA แบบบ้านๆ ช่วยในเรื่องผิวขาวใส เคยได้ยินชื่อเสียงของมันว่าเหม็นพอๆกับน้ำขังขยะเปียก แต่เฟิร์สว่ากลิ่นมันไ่ม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ออกแนวไวน์ไฮไซซะด้วยซ้ำ วิธีใช้ก็เอาหยดใส่สำลี ทิ้งไว้ซักพักพอยุบยิบ 5-10 นาที แล้วล้างออก ส่วนขวดขวาสุดสภาพเยินเล็กน้อยเพราะใช้จะหมดขวดแล้ว มันคือ Pomegranate Seed Oil 100% หรือ น้ำมันทับทิม ไม่มีสารเคมีเจือปน ใช้เพิ่มความชุ่มชื่นให้หน้าแห้งๆได้ดี หน้าที่เคยแห้งลอกขุยๆก็หายสนิทเลย และมันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่ช่วยต่อต้านตีนกาและริ้วรอยด้วย เริ่ดตรงที่ต้องสกัดทับทิมถึง 200 ปอนด์จึงจะได้น้ำมันทับทิมเพียง 1 ปอนด์เท่านั้น ฟังดูเข้มข้นน่าใช้ดีปะ




ประโยชน์ของทับทิม


Coconut Oil
เ้จ้าขวดนี้ชอบมากๆ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใช้ได้หลาย อย่าง หมักผมก็นิ่มดี แ่ต่อย่าโปะเยอะเกินโดยเฉพาะหนังหัวเพราะล้างยากมาก เฟิร์สมีประสบการณ์ตรงหรือโง่มาแล้ว หัวเหนียวๆทั้งๆที่เพิ่งจะสระผมเสร็จ ต้องกลับเ้ข้าห้องน้ำสระผมรอบสองอีก เพราะงั้นควรใช้น้อยๆค่อยๆนวดให้มันซึม ส่วนประโยชน์อีกอย่างที่ดังมากคือใช้ทำ Oil Pulling อมน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วดูดๆดุนๆในปากซัก 15 นาที ช่วยขจัดแบคทีเรียในช่องปาก และที่ปลื้มที่สุดคือมันใช้เช็ดเครื่องสำอางค์ได้ด้วย แต่ก่อนเคยใช้ Makeup Remover ยี่ห้อที่ขายในร้านขายยาแต่ก็ยังแสบร้อนหน้าเวลาใช้ รู้สึกว่าถ้าอยากให้หน้าสะอาดแต่ต้องใช้สารเคมีมาเช็ด แล้วก็ต้องล้างออกด้วยสารเคมีอีกที มันจะสะอาดได้ยังไงในเมื่อต้องใช้สารเคมีเยอะขึ้น? ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเลยเป็นไอเท่มที่เริ่ดสุดๆชอบมาก แถมยังมีประโยชน์ในเรื่องความชุ่มชื่นด้วย วิธีใช้ก็คือทาลงบนหน้า เปลือกตา ขนตา ปาก คลึงๆให้ซึมเข้าไปทั่วหน้า แล้วเอาสำลีชุบน้ำหมาดๆเช็ดหน้าได้เลย แล้วล้างออกด้วยสบู่



อีกอย่างนึงที่ใช้มานานหลายสิบปีก็คือลิปมันเภสัชกร หรือขี้ผึ้งทาปาก ส่วนผสมบอกตรงๆว่าไม่รู้เพราะไม่มีเขียนบอกไว้แต่คิดว่าน่าจะเป็น Beewax เพิ่งเข้าไปขอส่วนผสมในเฟซบุ็๊็คเค้าถ้าตอบแล้วจะเอามาเฉลยให้ฟังกัน ส่วนเหตุผลที่ติดใจใช้ต่อเนื่องก็เพราะมันช่วยให้ปากนุ่มขึ้นได้จริงๆ ช่วงไหนปากแห้งลอกก็จะโปะตัวนี้ก่อนนอน พอตื่นมาปุ๊บไอ้ที่แห้งๆก็ลอกออกเหลือแต่ปากนุ่มชุ่มชื่น เคยลองลิปมันตัวอื่นตอนปากแห้งลอกแล้วแสบหนักกว่าเก่าอีก แต่เภสัชเพื่อนแท้ไม่เคยทรยศให้แพ้เลยซักครั้งเดียว เรียกได้ว่าของถูกและดีมีในโลกจริงๆแค่ 12 บาทเอง เคยแนะนำให้เพื่อนปากแห้งใช้ก็ติดใจกันใหญ่  ใส่กระเป๋าไว้ใช้ระหว่างวันก็สะดวกเพราะตลับมันเล็ก ถ้าใครไม่ชอบหน้าตาของมันแนะนำให้ซื้อมาเยอะๆแล้วแคะรวมใส่กระปุกลายน่ารักแทน ใช้ได้ทุกคนในครอบครัวด้วย ผู้ชายข้างๆก็ชอบให้เค้าใช้ด้วย ปากจะได้นุ่มๆน่าุจุมคิส<3

  
 
100% Natural for Cleaning




สุดท้ายเป็นน้ำยาสมุนไพรอเนกประสงค์ของสยามกรีนโกลด์ ผลิตจากเอ็นไซม์ มะกรูด สัปะรด มะขาม ใช้ซักผ้า ล้างจาน ล้างห้องน้ำก็ได้ ไม่มีสารเคมีสะสมไม่ก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ใช้แล้วไม่คันมือเหมือนใช้พวกผงซักฟอก เคยใช้แฟ๊บซักผ้าแล้วพอเอามาใส่มันคันมาก แล้วคิดดูว่าต้องใส่ทั้งวัน ผลคือผื่นขึ้นเป็นรอยตามขอบกางเกงใน เสื้อใน แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหานั้นอีกเลย เวลาล้างจานก็ไม่ต้องกลัวมันจะกัดมือลอกด้วยนะ เพราะไม่มีสารเคมีเลยอ่อนโยนกว่าน้ำยาล้างจานทั่วไปค่ะ






จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เฟิร์สใช้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% เพราะการจะหาที่ไร้สารเคมี ไม่มีน้ำหอมเจือปนมันยากเหลือเกิน แต่อย่างน้อยๆทุกวันนี้ก็อุ่นใจมากขึ้นนะว่าร่างกายได้รับสารเคมีน้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเช็คดูบ้างว่าสารเคมีที่คุณใช้อยู่มันแรงมากน้อยแค่ไหน  ก็เข้าไปที่เว็บไซต์ด้านบนได้เลย จะเสิร์ช จากชื่อยี่ห้อ ก็มีให้หาถึง 74,000 ยี่ห้อ หรือพิมพ์ชื่อส่วนผสมลงไปเลยก็ได้ค่ะ

จงระลึกไว้เสมอว่าร่างกายของคุณคือสิ่งเดียวที่คุณจะเป็นเจ้าของไ้ด้ โปรดรักษาและดูแลให้มันแข็งแรงเพราะไม่รู้ว่าต้องใช้มันไปอีกกี่สิบปีใช่มั้ย อะไรที่จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ก็หลีกเลี่ยงซะเถอะค่ะ ด้วยความห่วงใยจากใจจริง



Wednesday, August 1, 2012

แชร์ประสบการณ์ 100% Raw Vegan 30 วันกินแต่พืชผักผลไม้สด

เมื่อเดือนที่แล้ว Freelee เ้จ้าแม่แห่งวงการ 80/10/10 Raw Vegan ได้ออกมาประกาศท้าชาวโลกที่สนใจในการกินเพื่อสุขภาพให้ลองมาเป็นรอว์วีแกนเต็มตัวเต็มร้อยเปอร์เซ็นเป็นเวลา 30 วัน มีคนเข้าร่วมรับคำท้าเกือบพันคน เฟิร์สก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เกริ่นก่อนนิดนึงว่าก่อนที่เข้ารับคำท้าเฟิร์สเป็นมังสวิรัติแบบ Vegan  ไม่กินเนื้อสัตว์ไข่นมชีส และประมาณ 85% ของอาหารที่กินก็พยามยามเน้นพวกผักผลไม้สด คืออาจพูดได้ว่าเป็นรอว์วีแกน 85%  ส่วนเหตุผลที่ทำไมไม่เป็น 100% ไปเลย ก็เพราะบางมื้อยังอดใจไม่ได้ที่จะกินอาหาร Cooked  (ปรุงสุกผ่านความร้อน)นั่นแหละ โดยเฉพาะข้าว อาหารหลักของไทยเราที่เฟิร์สคุ้นเคยและยังหยุดไม่ได้ แม้จะพอทราบข้อมูลมาบ้างว่าอาหารจำพวกข้าวหรือฝรั่งเรียกว่า Grains นั้นไม่ได้ดีต่อสุขภาพและมีฤทธิ์เป็นกรด โดยเฉพาะถ้าบริโภคเป็นอาหารหลักวันละ 3 เวลาก็ถือว่ามากไป และเมื่อกินข้าวมันก็ต้องกินพร้อมกับข้าวที่ cooked T^T ผักที่ไม่เหลือสารอาหารและเอ็นไซม์ น้ำมันเยิ้มๆและน้ำตาลทราย บางเจ้าก็กระหน่ำผงชูรสพูนช้อนอีก จุดนี้ทำให้พยายามมานานแล้วที่จะลดละเลิกข้าวให้น้อยลง พอ Freelee ออกมากระตุ้นและเสนอโอกาสในการเป็นรอว์ร้อย เฟิร์สเลยรับคำท้าซะหน่อย โดยชวนให้แฟนมาร่วมโปรแกรมนี้ด้วยกันซะ ฮ่าๆ อยากรู้มานานแล้วว่ามันจะรู้สึกยังไงกับชีวิตที่กินแต่ผักผลไม้สดถั่ว

Raw Vegan Caesar Salad at Office
เอาล่ะ 30 วันผ่านไปไม่ง่ายไม่ยากเกินความสามารถซักเท่าไหร่ แต่ถือเป็นครั้งแรกของชีวิตคนไทยคนนี้ที่ไม่มีสิ่งเล็กๆที่เรียกว่าข้าวผ่านลำไส้เลยแม้แต่เม็ดเดียวเป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆ อาหารที่กินก็เป็นพวกผัก ผลไม้ ถั่ว และอินทผาลัม อาทิตย์แรกก็ชิลๆ ผ่านไปแบบไม่ลำบากหรือรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนชีวิตอะไรมากมาย มื้อเช้ากินกล้วยหอม 6-8 ลูก กลางวันกินสลัดซีซาร์สูตรรอว์ที่ทำน้ำสลัดมาเองจากบ้าน บางวันก็เดินออกไปหาส้มตำกิน (ตำไทยไม่น้ำตาลไม่น้ำปลาไม่ผงชูรสนะคะป้าขา) มื้อเย็นเป็นผลไม้บ้าง น้ำผักผลไม้แยกกากบ้าง  วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ืีชอบที่สุดได้อยู่บ้านทำน้ำผักผลไม้แยกกากกินทั้งวันสลับสับเปลี่ยนกับกล้วยปั่น เมนูสมู้ทตี้สูตรใหม่ที่ลองแล้วหลงรักหมดใจ กล้วยหอม 5 ลูก ปั่นรวมกับน้ำ+เนื้อมะพร้าว 2 ลูก + อินทผาลัม 10 เม็ด กินแล้วอิ่มนาน โคตรอร่อยสุดยอดและมันกินได้เร็วกว่าการนั่งเคี้ยวทีละลูกด้วย สำหรับผลกระทบในเรื่องสุขภาพในอาทิตย์แรก รู้สึกได้เลยว่าตัวมันเบาๆเหมือนไม่มีอาหารในลำไส้ ได้รู้ว่าอิ่มข้าว กับอิ่มผลไม้มันให้ความรู้สึกที่ต่างกันจริงๆ ที่ประทับใจคือมันอิ่มนานและมีพลังงานตลอด ไม่อยากกินขนมจุบจิบเลย ขับถ่ายดี แถมรอบเอวเล็กลงแบบกางเกงในหลวม สังเกตุจากปกติเวลาจะถอดจะใส่แต่ละครั้งเวลาเข้าห้องน้ำเกงในมันชอบติดขอบชีส (พุง,ห่วงยาง) คือจะแน่นๆหน่อย แต่ตอนนี้ดึงพรืดๆได้สะดวกสบายกว่าเดิม เพิ่มความมั่นใจให้รอบเอวและหว่างขาขึ้นเป็นกองเลยค่าา ^ ^


Raw Corn Salad
เข้าอาิิทิตย์ที่สอง..ก็ไม่ต่างกับอาทิตย์แรกเท่าไหร่ แต่เริ่มอยากลองกินอะไรที่ไม่เคยกินบ้างเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้ชีวิตรอว์ร้อย เพราะหากยังกินแบบซ้ำซากจำเจก็กลัวจะเบื่อพาลยกเลิกก่อนจบโปรแกรม เลยเข้าไปเสิร์ชหาสูตรอาหารในเว็บรอว์วีแกนบ้าง ยูทูปบ้าง  จนเจอเมนูนึงที่ไม่เคยกินมาก่อนนั่นคือ Raw Corn Salad หรือสลัดข้าวโพดดิบ ลองทำดูอร่อยเกินคาดแฮะ ชอบมาก ดีใจที่ค้นพบเมนูนี้ เพิ่งจะรู้ว่าข้าวโพดสดๆดิบๆเนี่ยมันก็อร่อยนะ อร่อยกว่าข้าวโพดต้มด้วยซ้ำ เคี้ยวแล้วมันจะกรอบๆ มีน้ำหวานๆออกมาด้วย ที่สำคัญมันย่อยง่ายกว่าแบบสุก กินแล้วก็อิ่มนานดี นอกจากเมนูข้าวโพด ก็มีอาหารทะเลสาหร่ายวากาเมะ ซื้อมาแบบแห้งเอามาแช่น้ำให้มันพองแล้วเอามาทำเป็นยำสาหร่าย, ได้อารมณ์เค็มๆคาวๆทะเลๆดีเหมือนกัน หรือถ้าอยากกินแบบอุ่้นๆหน่อยก็ มิโซะซุป ใส่ข้าวโพดลงไปแทนเต้าหู้ช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง อีกอันนึงที่ชอบก็คือเห็ด Stuffed Portobello Mushroom Stuffed with Basil Pesto เอาเห็ด Porabello มาหมักแล้วโปะซอสเพสโต้ข้างบนประกบด้วยมะเืืขือเทศ อร่อยแบบอิตาเลี่ยนดีเหมือนกัน ส่วนผลกระทบในเรื่องของร่างกายในอาิทิตย์ที่สองก็ดีขึ้นกว่าอาทิตย์แรก และเรียกได้ว่าดีที่สุดในชีวิตก็อาจเป็นไปได้ พิสูจน์ได้จากช่วงนี้เป็นช่วงแดงเดือดประจำเดือนมาพอดี แต่ครั้งนี้ไม่มีอาการ PMS แต่สำหรับอาการปวดท้องเมนส์นี่เฟิร์สไม่ปวดมานานเป็นปีๆแล้วหลังจากหยุดกินเนื้อสัตว์ เหลือแต่อาการเจ็บคัดหน้าอกที่ยังเป็นอยู่ทุกเดือน เลยคิดว่าเป็นเรื่องปกติแบบผู้หญิงผู้หญิงล่ะมั้ง ที่นมจะใหญ่  บวม เจ็บ แทบจะระเบิด แต่พอเป็นรอว์วีแกนร้อยเปอร์เซ็นต์อาการเจ็บตึงเต้าก็ไม่มีเลยซักนิด ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะมีก็แต่แยมสตอเบอร์รี่หยดย้อยออกมาเท่านั้น ตรงนี้เลยทำให้เฟิร์สได้รู้ว่าทั้งอาการปวดท้องและเจ็บคัดหน้าอกตอนมีประจำเดือนมันไม่ใช่เรื่องปกติที่ผู้หญิงทุกคนต้องประสบทุกเืดือนนี่หว่า แสดงว่าอาการ PMS นี่มันเกี่ยวกันโดยตรงกับอาหารที่กินอยู่จริงๆ จากข้อมูลนี้ Raw Foods and Menstruation บอกว่าผู้หญิงที่มีสุขภาพดี จะมีอาการเจ็บปวดก่อนมีประจำเดือนน้อยกว่า หรือ Pain-Free คือไม่เจ็บไม่ปวดอะไรทั้งสิ้น รวมทั้งอารมณ์ฉุนเฉียวก็ไ่ม่มีด้วย


อาทิตย์ที่สาม เริ่มอยากกินข้าวขึ้นมาตะหงิดๆ  เลยคิดหาเมนูที่เคยชอบกินกับข้าว อย่างพวกแกงกะทิ แกงส้ม เอามาปรับกินกับข้าวโพดซะเลยเผื่อจะช่วยใ้ห้หายอยากได้บ้าง สูตรแกงพวกนี้เฟิร์สเอามาปรับทำแบบรอว์ ไม่ผ่านความร้อนเกิน 118 องศาฟาเรนไฮต์ วิธีก็คือเมื่อทำเสร็จแล้วก็เอามาใส่หม้อไฟฟ้าเสียบปลั๊ก รอให้มันอุ่นๆแต่ไม่ต้องเดือดนะ ก็จะได้แกงอุ่นๆหอมๆ แต่จะไม่หอมเท่ากับแกงปกติที่เค้าผัดเครื่องแกงให้หอมพร้อมน้ำกะทิ แต่แบบรอว์ก็มีดีเหมือนกันตรงที่กินแล้วมันรู้สึกไม่หนักท้องเท่ากับกินกับข้าวขาวและมีน้ำมันน้อยกว่า มันเลยอิ่มแบบเบาๆตัวดี อาทิตย์นี้เริ่มผอมลงอีก กลับไปใส่พวกกระโปรงเก่าๆที่เคยยัดไม่ลงได้อีก 2 ตัว  ถือเป็นกำลังใจให้ทำต่อเย่ๆ อีกอย่างที่รู้สึกได้ก็คือผิวมันนุ่มๆลื่นๆขึ้นแบบรู้สึกได้เองเลยว่ามันเนียนขึ้นจริงๆต่างกับเมื่อก่อน ทำให้คิดถึงข้อมูลที่เคยอ่านเจอว่าผิวพรรณของเรานั้นสะท้อนถึงสุขภาพภายในด้วย ถ้าสุขภาพดีตั้งแต่ข้างใน ผิวพรรณภายนอกก็ดีขึ้นตามไปด้วย มิน่าล่ะ สาวๆชาวรอว์วีแกนทั้งหลายผิวเค้าถึงดูโกลว์ๆ แถมถ้ากินแบบรอว์นานๆ  นัยย์ตาก็จะเปล่งประกายแว๊บๆ บางคนที่เป็นรอว์ร้อยนานๆก็ถึงกับลูกตาเปลี่ยนสีเลยด้วย เช่นคนนี้เปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีเขียว อเมซิ่งมั้ยล่ะ
Before and After eye color change pictures?
How Your Skin Reflects Your Inner Health


เข้าสู่อาทิตย์สุดท้ายของ 100%  รอว์วีแกนชาเลนจ์ แท่นแท๊น อาทิตย์นี้ส่วนใหญ่กินผลไม้เยอะค่ะ มื้อกลางวันก็กินลำไยเพราะช่วงนี้คือฤดูของมัน ก็ซื้อมากินมื้อละ 2 โล แบ่งเป็นมื้อละ 1 โล มันอิ่มแน่นจริง แต่ซักพักจะต้องไปเข้าห้องน้ำคงเพราะมันย่อยง่าย แล้วซักพักก็จะหิวอีก ก็กินที่เหลืออีก 1 โล ตรงนี้สำคัญนะในช่วงเวลาที่หิวอีก บางทีมันจะคิดถึงอาหาร cooked แต่วิธีการคือรีบกินผลไม้ให้เร็วที่สุดเวลาหิวจะได้ไม่รอว์แตก อาทิตย์นี้มีไฮไลท์ด้วย ขอแฟนไปเปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อยที่ร้าน Rasayana  เค้ามีอาหารรอว์ฟู้ดแบบนานาชาติ ทั้งซูชิ ทาโก้ พิซซ่า เบอร์เกอร์ และเบเกอร์รี่หลากหลาย อาหารที่นี่อร่อยแบบมีคุณภาพทางโภชนาการและอิ่มได้จิงจังมาก กินเสร็จตั้งแต่ช่วงเ็ย็นแต่ไม่รู้สึกอยากกินอะไรอีกเลยในคืนนั้น  วันนั้นสั่งชีสเค้กมาตบท้าย อร่อยไม่แพ้ชีสเค้กทั่วไปแต่ไร้ซึ่งไขมันอิ่มตัว ละเลียดอย่างสำราญใจไม่้ต้องรู้สึกผิด อยากแนะนำให้ไปลองดูกันค่ะ ถ้าเฟิร์สมีอาหารแบบนี้ให้กินทุกมื้อรับรองว่าไม่หันไปแตะอาหาร cooked อีกทั้งชีวิตยังได้


สรุปสำหรับประสบการณ์รอว์ร้อยที่ผ่านไป คงต้องบอกว่า 100% กับ 85% มันต่างกันมากแบบหน้ามือกับหลังมือ เรียกได้ว่าสุขภาพอัพเลเวลเลยแหละ แต่ความยากในการห้ามใจตัวเองไม่ให้กินอาหาร cooked ก็ยากมากเหมือนกัน เผลอๆจะยากกว่าตอนเลิกกินเนื้อสัตว์อีก แต่มันก็คุ้มค่าน่าลองดูนะ แลกกับความรู้สึกดีๆ ตัวเบาๆไม่อึดอัด ส่งผลให้ทำโยคะท่ายากได้แบบไม่ต้องพยายามมากเหมือนแต่ก่อน จนแทบไม่อยากเชื่อว่าชั้นทำได้แล้วเหรอวะเนี่ย? แถมยังผอมลง มีคนบอกว่าดูหน้าเด็กขึ้นด้วย  กลับไปใส่เสื้อผ้าสมัยสาวๆได้ มั่นใจมากขึ้น มีความสุขขึ้น  ตื่นขึ้นมาตอนเช้ากระปรี้กระเปร่ากว่าที่เคย ความขี้เกียจน้อยลง ที่ชอบที่สุดก็คือได้ท้าทายตัวเองให้ทำสิ่้งที่ดีให้กับร่างกายได้สำเร็จ เอาชนะใจและปากตัวเองได้  และช่วยลดความอยากอาหาร cooked ในอนาคตได้เป็นอย่างดี เฟิร์สเชื่อนะว่า เวลาที่เรากินอาหารประเภทเดิมบ่อยๆ มันจะสร้างความเคยชินให้กับร่างกาย เวลาหิวปุ๊บ ก็จะคิดถึงหน้าตาและรสชาติของอาหารนั้นขึ้นมา (ไม่งั้นจะมีคนสั่งแต่กระเพราไ่ก่ไข่ดาวได้ทุกมื้อกลางวันเหรอ ว่ามั้ย) คือถ้ามันกินแล้วดีต่อร่างกายก็เริ่ดเลย แต่ถ้ากินแล้วทำร้ายสุขภาพก็ต้องพยามยามเปลี่ยน และการที่เฟิร์สหยุดกินอาหาร cooked ไป 1 เดือน มันก็คือการฝึกตัวเอง ซึ่งตอนนี้ความอยากในอาหาร cooked ก็น้อยลงจริงๆ กลับกลายเป็นคิดถึงความรู้สึกสดชื่นตัวเบาเวลาอิ่มจากการกินผลไม้แทน ชอบความรู้สึกนี้ที่สุดเลยเพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พอรู้ว่าสุขภาพของเรามันกำลังพัฒนา จิตใจมันก็ดีตามไปด้วย อย่่างน้อยๆอาการจิตตกกับการกลัวอ้วนก็น้อยลง สบายใจหายห่วงกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เพราะเฟิร์สรู้ว่า ไม่ว่าตอนนี้เฟิร์สจะมีโรคอะไรหรือไม่มีก็ตาม อาหารดีๆที่กินเพื่อสุขภาพมันจะช่วยรักษาตัวเฟิร์สเองได้ เหมือนที่ชาวรอว์วีแกนหลายๆคนหายจากโรคที่เค้าเคยเป็นและกลายเป็นคนที่มีุสุขภาพแข็งแรงกว่าเดิมด้วย


ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากลองทำดูซักครั้ง เฟิร์สขอเชียร์เลยนะคะ ไม่ใช่แค่ผอมลง สุขภาพดีชึ้น แต่มันเปรียบได้กับการเข้าโปรแกรมดีท็อกซ์ล้างพิษให้ร่างกายภายในของคุณ  ถือซะว่าเป็นการให้โบนัสกับร่างกายที่เราใช้งานมาตลอดชีวิตด้วยอาหารแบบ Raw Vegan ที่เรียกได้ว่าเป็น Cleansing Diet แล้วร่างกายจะตอบแทนคุณด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นแน่นอนค่ะ