ad code

Thursday, December 29, 2011

ตำนานลับวันคริสต์มาสและเห็ดวิเศษ


ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 เมษายนสองปีที่แล้ว เฟิร์สได้มีโอกาสไปกินข้าวเย็นมื้อแรกกับฝรั่งหนุ่มครูสอนภาษาอังกฤษ บรรยากาศก็เป็นไปอย่างราบรื่นดีตามแผนที่วางไว้ตามสไตล์สาวเซ็กซี่ขี้เล่นและคุยเก่ง (ถุยยย) เราคุยกันหลายต่อหลายเรื่อง แต่ที่ติดใจมากๆจนอยากเอามาเล่าต่อ ก็คือตำนานวันคริสมาสต์ที่ฝรั่งหนุ่มเล่าให้ฟังที่เพิ่งได้ยินนี่แหละ ฟังไปก็แอบเคลิ้มเล็กน้อยเพราะเรื่องมันลึกลับจนคนเล่ามีสเน่ห์ขึ้นมาทันที และเพื่อการอ่านที่ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้เปิดเพลงในวีดีโอด้านล่างแบบคลอไปอ่านไป



เริ่มจากสีที่เป็น Theme คริสมาสต์ เขียว แดง ขาว ที่หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมต้องสามสีนี้  สีเขียวคงเดาไม่ยาก ก็มาจากสีของต้นสนที่ฝรั่งเค้าจะตัดมาเป็นต้นคริสต์มาสนั่นแหละ ส่วนเหตุผลสำคัญที่ต้องเ็ป็นต้นสน ตามข้อมูลจากหนังสือ '' Mushroom and Mankind" เค้าบอกว่า “The Pine tree is one of the well-known central relics of Christmas. Under this tree is where those who are deemed good find their reward in the form of a present. แปลแบบง่ายๆนะว่า "ต้นสนคืออนุสรณ์ของวันคริสต์มาส ใต้ต้นของมันจะมีรางวัลที่เปรียบเสมือนเป็นของขวัญสำหรับคนทำความดี" รางวัลที่ว่านั่นก็คือ Magic Mushroom เห็ดวิเศษที่มีนามว่า  "Amanita muscaria" เห็ดหน้าตาน่ารัก สีแดงจุดขาว ที่มาของอีกสองสีที่เหลือ ความวิเศษของเห็ดนี้ก็คือ
มันจะขึ้นเฉพาะใต้ต้นสน หากผู้ใดได้กินเห็ดนี้เข้าไป ผู้นั้นจะได้มีอันเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์วันเดอร์แลนด์ เห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่ประหลาดผิดรูปผิดไซส์ไปจากเดิม มันอาจจะน่าเกลียดน่ากลัว น่าตะลึงพลึงเพลิด อาจจะมีสีสรรสวยงามวิจิตรบรรจงผิดแผกแตกต่างไปจากที่เคยเห็น แต่ถ้าคุยกันเรื่องนี้ในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าต้องมีคนบอกว่ามันเป็นอาการประสาทหลอนจากเห็ดพิษ เห็ดขี้ควาย ผิดกฎหมายนะ เป็นขี้ยาอะไรรึเปล่า ไม่หรอกค่ะ อย่ามีอคิติกับการเมาพืช มันก็เหมือนกับเวลาที่คุณเมาเหล้าที่ถูกกฎหมายนั้นแหละ จริงๆแล้วอาการที่ว่านั้นต่างจากการเมาแอลกอฮอล์ เพราะอาการเมาเห็ดนั้น เกิดจากสาร Muscimol ในเห็ดที่ส่งผลต่อจิตใจของคนที่กินมันเข้าไป แต่นั่นก็ไม่ต่างกับอาการตอนที่ร่างกายได้รับสาร DMT  ที่ปกติสารนี้มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้วที่ถูกผลิตออกมาโดยต่อมไพเนียลแกลน  หน้าที่ของมันก็คือสร้างฮอร์โมนควบคุมการหลับและตื่น ทำให้เราสามารถเห็นภาพความฝันยามหลับ หรือแม้แต่ตอนที่เราใกล้ตายต่อมไพเนียลแกลนด์ก็จะผลิตสาร DMT เข้าสู่สมอง ทำให้เห็นภาพที่แปลกแตกต่างจากปกติที่เคยเห็นหรืออาจจะทำให้เห็นสวรรค์ มันเลยได้อีกชื่อนึงว่า "ดวงตาที่สาม" ส่วนเจ้าเห็ดอมันนิตาก็ให้ผลในทางเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ชาวไซบีเรียนเชื่อว่าเห็ดอมันนิตาช่วยให้พวกเค้าเข้าถึงจิตวิญญาณ ช่วยให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีิวิตได้ลึกซึ้งขึ้น หนึ่งในความจริงของชีวิตก็คือความตายที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ คนสมัยโบราณนั้นให้ความสำคัญแก่ชีวิตหลังความตายมากกว่าคนยุคนี้ ยกตัวอย่างเช่นคนอียิปโบราณที่ใช้เวลาทั้งชีวิตของพวกเค้าในการเรียนเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย และเตรียมตัวสำหรับวันที่ตัวเองตายทั้งชีวิต

อ่างน้ำเกลือสำหรับประกอบพิธีถอดจิตแห่งวัด Mithrauem 
มีพิธีทางศาสนาอย่างนึงที่ช่วยให้ผู้ที่ศึกษาได้มีประสบการณ์ถอดจิต เรียกว่า O.B.E (Out of Body Experience)  พิธีนี้จะจัดกันในสถานที่คล้ายๆกับวัดแต่คนทำพิธีจะเป็น Shaman หรือหมอผี ภายในจะมีอ่างน้ำเกลือวางเรียงรายกันอยู่ในห้องมืดที่มีรูกลมบนเพดานเพื่อให้ดวงจิตได้ลอยสู่เบื้องบนขึ้นสู่ห้วงจักรวาลได้ ผู้ที่ึศึกษาจะลงไปนอนลอยตุ๊บป่องอยู่ในน้ำเกลือ เหตุผลที่ต้องการให้ตัวลอยก็เพื่อให้เกิดความสงบในจิตใจ ไม่ยินดียินร้ายกับกายหยาบ แต่กำหนดจิตและเพิ่งสมาธิเข้าสู่กายละเอียดหรือกายทิพย์ เห็ดอมันนิตาก็เป็นส่วนนึงในพิธีนี้ด้วย โดยสมาชิกทั้งหมดจะร่วมกันกินเห็ดก่อนลงแช่ในอ่างน้ำเกลือ เรียกว่าเป็น "Sacred Meal" มื้ออาหารอันศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นตัวช่วยในการถอดจิตและเปิดดวงตาที่สามได้ง่ายขึ้น ซึ่งประโยชน์จากการถอดจิตนั้นชาวอบอริจินบอกว่ามันช่วยให้คณ " Dealing with the infinity " ก็คือการจัดการกับชีืวิตหลังความตายที่ไ่ร้จุดสิ้นสุดของเวลา คล้ายๆกับเวลาที่ฝันเวลาหลับ จิตสำนึกของเราจะเปลี่ยนไปรู้สึกในอีกประสบการณ์นึง ที่ไม่เหมือนกันเลยกับตอนปกติที่ตื่นอยู่

ส่วนคุณลุงซานต้า ตัวชูโรงของคริสมาสต์ก็ลึกลับน่าค้นหาไม่ใช่ย่อยเพราะลุงแกไม่ได้เป็นแค่ลุงอ้วนลงพุงธรรมดา จากข้อมูลอ้างอิงจากเรื่องจริงของชาวไซบีเรียนให้ความว่า แท้จริงแล้วลุงซานต้าเป็นถึงหมอผีแห่งไซบีเรีย มีหน้าที่รักษาโรคในเผ่าและสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ด้วย ซึ่งแกก็จะชอบเอาเห็ดวิเศษนี้ไปให้แก่พวกชาวบ้านกินในวันคริสต์มาส ถือเป็นของขวัญศักดิ์สิทธิ์ โดยแกจะใส่หมวกแดงมีจุดสีขาวเลียนแบบสีและรูปทรงของเห็ดอมันนิตา และยังใส่ชุดขาวแดงแมทช์กับหมวกแบบจัดเต็ม  แล้วไม่ใช่แค่เอาไปให้เฉยๆเพราะเดี๋ยวจะไม่ขลัง แกจะทำการตากแห้งเห็ดซะก่อนโดยวางมันลงบนกิ่งไม้ต้นสนอย่างปราณีตบรรจง เป็นที่มาของการประดับประดาตกแต่งต้นคริสมาสต์ด้วยลูกบอลกลมๆบนต้นคริสต์มาสในยุคปัจจุบัน แต่การตากแห้งเห็ดของลุงแกนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยเก๋ หรือเพิ่มความคัลเลอร์ฟูลแต่อย่างใด เหตุผลของลุงแกที่ตากไว้ก็เพื่อให้เห็ดแห้ง มันจะช่วยลดความเป็นพิษในเห็ดให้น้อยลง แต่ไปเพิ่มความเข้มข้นของสาร Muscimol ให้แรงขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการเมาเห็ดได้อย่างแรงขึ้นอีก  วิธีแจกเห็ดวิเศษของลุงแกนั้นก็ไม่ธรรมดา เนื่องจากในวันคริสต์มาสจะมีหิมะเยอะและสูงปิดประตูหน้าจนเข้าไม่ได้ ลุงแกจึงปีนเข้าไปในบ้านทางปล่องไฟแทน เรื่องนี้ก็ไปโยงกับธรรมเนียมฝรั่งในวันคริสต์มาสพอดี ที่เด็กๆเค้าจะเอาถุงเท้าไปแขวนเอาไว้ที่ปล่องไฟ รอให้ซานตาคลอสมาหย่อนของขวัญใส่ในถุงเท้า แต่ถ้าเป็นสมัยนี้เด็กๆคงไม่ได้อยากได้เห็ดเป็นของขวัญ เพราะจากที่ฟังข่าวมาลุงซานต้ายุค 2011 โดนเด็กน้อยขู่ฆ่าให้รีบเอา BB  และจัสติน บีเบอร์ตัวเป็นๆมาให้แทน http://kunginternews.blogspot.com/2011/12/13.html




เรื่องสุดท้ายที่จะขาดเสียมิก็คือน้องกวางเรนเดียร์ สัตว์ 4 ขา รับหน้าที่แว๊นซ์ให้แก่ลุงซานต้า พวกมันมีที่มาจากไซบีเรียเช่นกัน ส่วนทำไมที่ต้องเป็นกวางเรนเดียร์ เป็นน้องกวางเชียร์เบียร์แทนได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้เพราะกวางเรนเดียร์คุณสมบัติเพียบและพร้อมกว่ามาก พวกมันทนอยู่ในที่ที่มีอากาศหนาวหิมะปกคลุมอย่างไซบีเรียได้ดี  อีกทั้งกวางเรนเดียร์ทำประโยชน์ให้กับมนุษย์หลายอย่าง เช่น เป็นอาหารให้คนกินได้ตอนที่มันตาย (โถอันนี้แอบเศร้าอะตะเอง) ช่วยลากรถลากเลื่อนให้เคลื่อนที่บนหิมะได้สะดวก (ดีนะอันนี้) และผิวหนังของมันก็เลาะเอามาทำเป็นเสื้อผ้ากันหนาวได้อีกด้วย (ใจร้าย T ^ T) ที่สำคัญกวางเรนเดียร์ยังชอบกินเห็ดวิเศษมาก ถือเป็นของโปรดสุดๆแบบเอาโกเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม พวกมันจะคุ้ยๆๆเขี่ยๆๆ เอาจมูกดุนๆๆหาเห็ดใต้ต้นสนผ่านหิมะ  หลังจากกินเสร็จแล้ว ช่วงเวลาแห่งจินตนาการอันบรรเจิด ความหฤหรรเร้าใจก็เกิดขึ้น ใช่ค่ะ กวางมันจะเมาเห็ด ม่านตาจะขยายใหญ่ เดินเริ่มไม่ตรงทาง ลุงซานต้าจะกินเห็ดวิเศษและดื่มฉี่ของกวางเรนเดียร์ด้วย (อารมณ์คล้ายๆจิบฟองเบียร์รึเปล่า) ณ จุดนี้ ทั้งลุงซานต้าและกวางเรนเดียร์ก็จะเมา รู้สึกตัวเบาๆลอยได้ จินตนาการไปว่าได้เหาะขึ้นกลางเวหาขึ้นสู่อวกาศไปแจกของขวัญในวันคริสต์มาสอย่างหรรษา แม้แต่เสียงหัวเราะ "โฮะ โฮะ โฮะ " ก็เป็นเสียงหัวเราะแบบอารณ์ดีสุดๆ จากการเมาเห็ดวิเศษนั่นเอง

วีดีโอนี้เป็นภาพของกวางเรนเดียร์กำลังหม่ำหม่ำเห็ดวิเศษ เิชิญรับชมได้


เอาล่ะค่ะ  จบแล้วกับตำนานคริสต์มาส ประทับใจกับตำนานน่ารักและศักดิ์สิทธิ์ของ Magic Mushroom กันบ้างรึเปล่า ส่วนเฟิร์สคิดว่าน่าประทับใจ และน่าค้นหากว่าเรื่องซานตาคลอสกับโคคาโคล่าเยอะเลยอะค่ะ  แต่ที่ประทับใจไม่มีวันลืมก็คือฝรั่งหนุ่มคนนั้นที่ปัจจุบันกลายมาเป็น My คู่หมั้นแล้วล่ะคร่าา  ^ ^ ถ้าผู้อ่านท่านไหนยังอยากรู้เรื่องเห็ดวิเศษมากกว่านี้ก็เชิญรับชมได้ที่ atlanteanconspiracy ค่ะ นี่แหละเว็บไซต์ของเค้า

                       M e r r y   M u s h r o o m s   
                                                                           & 
                         H a p p y   N e w Y e a r 
                                                         2 0 1 2




Tuesday, December 6, 2011

Freelee ♥ Harley คู่รักชาว Raw Food


โอ้ย ชอบรูปข้างบนนี้จังเลยอะ ดูกี่ทีก็รู้สึกได้ถึงความมีีชีวิตชีวา สนุก และสุขภาพดีแบบ Raw Vegan  ขอแนะนำคนในรูปนะคะ เค้าชื่อ Freelee กับ Harley เป็นรอว์ฟู้ดแบบ Fruitarian คือกินผลไม้เป็นหลัก ทั้งสองคนเป็นชาวออสเตรเลีย เจ้าของเว็บไซต์รอว์ฟู้ด 30bananasaday เฟิร์สรู้จักสองคนนี้เพราะเค้าเป็นคนดังในยูทูป โดยเฉพาะฮาร์ลี่เค้าดังมากในเรื่องของ Raw food เป็นอันดับ 1 ในออสเตรเลียเลยทีเดียว และเมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เฟิร์สได้มีโอกาสได้ไปเจอกับพวกเค้ามาด้วยนะ เย่ๆ ปลื้มมากอะ รู้สึกเหมือนได้นั่งกินข้าวกับคนดัง (ไม่ได้กิน"ข้าว"หรอก กินอาหาร Raw food กัน ที่ร้าน Rasayana Retreat เจ้าเก่า ) อิอิ ต้องขอบคุณแฟนเฟิร์สที่ไปสร้างมิตรภาพกับพวกเค้าทั้งสองคน เฟิร์สเลยได้รู้จักกับเค้าไปด้วย ไม่ลีลาแล้วกัน เล่าเลย

เริ่มจากฟรีลี่ ชื่อในวงการไซเบอร์ของชีคือ "Raw Fit Bitch"  ชื่อแรงได้ใจมะ แต่ที่ัสัมผัสตัวเป็นๆมาแล้วชีไม่ Bitchy เลยนะ มีแต่ Sexy และ Friendly มากๆ วันนั้นที่เจอฟรีลี่ เค้าใส่เสื้อที่เขียนว่า Raw Fit Bitch คล้ายๆกับเสื้อในรูปนี่แหละแต่เป็นเสื้อยืดสีชมพู กับกางเกงชาวเขา แอบโชว์หน้าท้องเล็กน้อยดูดีเซะซี่อะ ชอบมากๆอยู่แล้วด้วย เวลาเห็นฝรั่งใส่กางเกงชาวเขา จนอดชมไม่ได้ว่าหล่อนดูดีมากย่ะ ไม่รู้สิ เฟิร์สว่ามันมีสเน่ห์สุดๆไปเลยเวลาที่เห็นคนต่างชาติเค้าเอาเืสื้อผ้าสไตล์บ้านๆประเทศเรามาใส่  ฟรีลี่เป็นแรงบรรดาลใจของผู้หญิงหล๊ายต่อหลายคน ให้ลุกขึ้นมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไดเอทของตัวเองให้ดีขึ้น และแน่นอนว่ารวมทั้งเฟิร์สด้วย ยอมรับกับความมุ่งมั่นของชีจริงๆว่าชีทำได้ และทำติดต่อกันตลอด 5 ปีแล้ว ฟรีลี่ลดน้ำหนักได้ 20 กว่ากิโลกรัมจากสไตล์การกินแบบ Raw food  หลักการกินของฟรีลี่ก็คือ 80/10/10 นั่นคือกินผลไม้ 80% ผัก 10% และ ที่เหลืออีก 10% คือพวกถั่ว หลักๆเลยก็ืคือเน้นผักไม้สด อย่างเช่นวันนึงฟรีลี่กินกล้วย 30 ลูกขึ้นไป ซึ่งตีซะว่า 1 ลูกก็ประมาณ 100 แคลอรี่ 30 ลูกก็ 3,000 แคลอรี่ เป็นแนวทางการกินที่ตรงกันข้ามกับ Low Carb Hi Fat หรือ Atkins Diet เพราะไดเอทนี้คือ Hi Carb Low Fat จ้ะ แต่จริงๆแล้วชีไม่ได้เคร่งครัดนะ ว่าต้อง 3,000 แคลอรี่ห้ามเกินนี้ เพราะก็เคยได้ยินว่าบางครั้งก็กินกล้วย 50 ลูกเลย ส่วนความเชื่อที่ว่าถ้าจะลดน้ำหนักอยากผอม ต้องจำักัดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน ให้เหลือแค่ครึ่งเดียวที่ร่างกายเราต้องการ ก็คือประมาณ 1500 แคลอรี่พอ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิดและทำร้ายตัวเอง เพราะร่างกายเราต้องการพลังงานเต็มที่ที่มันควรจะได้รับ ถ้าร่างกายได้รับแค่ 1,500 หรือน้อยกว่า 3,000 แคลอรี่ ร่างกายคุณจะเข้าสู่โหมด " Starving " ทันที นั่นคือมันจะทำการกักเก็บไขมันในร่างกายของคุณเอาไว้โดยอัตโนมัติ เพราะมันคิดว่าคุณกำลังอดอยากปากแห้ง มันเลยไม่เอาไขมันมาเผาผลาญแต่เก็บไว้ในสต๊อกเพื่อใช้ทีหลัง แต่ไปดึงเอากล้ามเนื้อมาเผาผลาญแทน ทำให้เนื้อตัวเละเหลวเป๋วมีแต่เซลลูไลท์ผิวส้มไม่เฟิร์มแ่น่นเปรี๊ยะแบบฟรีลี่ (โปรดดูภาพประกอบ) เพราะงั้นการได้รับพลังงาน 3,000 แคลอรี่จึงเป็นการดีกว่าต่อความฟิตของร่างกาย แต่ต้องเป็น 3,000 แคลที่ได้รับจากรอว์ฟู้ดนะจ๊ะถึงจะไม่ทำให้อ้วน ซึ่งต่างพวกอาหารอื่นๆที่ร่างกายต้องใช้เวลาย่อยนานกว่า ส่งผลให้ร่างกายไม่มีพลังงาน เชื่องช้าอืดอาด อย่างฟรีลี่เองเค้ามีพลังงานเยอะมากพอขนาดขี่จักรยานครึ่งประเทศออสเตรเลียเลย ว่าแล้วก็ลองมาดูวีดีโอ Before and After ของฟรีลี่กันว่าก่อนจะได้หุ่นเป๊ะแบบนี้เค้าก็เคยอ้วนเผล๊ะเหมือนกัน แต่ผลไม้ของง่ายๆที่มีทุกบ้านที่ทุกคนมองข้ามนี่แหละ ที่ช่วยให้หุ่นชีเซ็กซี่สะบึมอารมณ์ได้ขนาดนี้



ต่อกันที่ Harley เค้ากินแบบรอว์ฟู้ดมาเป็นเวลา 10 ปี หลักการกินของเค้าก็เหมือนฟรีลี่คือ 80/10/10 หนักไปทางผลไม้ ฮาร์ลี่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ 30bananasaday ชื่อเว็บเค้าแปลว่า "กินกล้วยวันละ 30 ลูก" ตามคอนเซ็ปของการรับคาร์โบไฮเดรทจากผลไม้ให้ได้ 3,000 แคลอรี่ขึ้นไปต่อวัน เฉลี่ยแล้วฮาร์ลี่กิน 3,500 แคลอรี่  เค้าเปรียบมันว่าการกินให้มากพอต่อความต้องการของร่างกายก็เหมือนการเติมน้ำมันเต็มถังด้วยพลังงานเชื้อเพลิงบริสุทธิจากธรรมชาติ ทำให้การขับเคลื่อนของร่างกายเป็นไปอย่างเต็มสมรรถนะ แบบเครื่องฟิตสตาร์ทติดง่าย และใครว่ากินแต่ผักผลไม้แล้วจะไม่มีแรงก็หยุดความเชื่อเก่าๆไปได้เลย เพราะฮาร์ลี่เป็นนักปั่นจักรยานน่องทองที่ทำเวลาได้เร็ว และยังเป็นนักวิ่งมารธอนที่กวาดรางวัลไปเพียบ ไม่ใช่แค่ที่ประเทศออสเตรเลียบ้านเกิดเค้าเท่านั้น แต่ที่ประเทศไทยบ้านเราเค้าก็เพิ่งจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานรางวัลที่ 4 มานอนกอด ไม่ใช่ขี้ๆเลยแหละคนนี้
ภาพแห่งความสำเร็จของผมครับ ชนะได้ที่ 4

ฮาร์ลี่ยังดังมากๆในยูทูปในชื่อว่า Durian Rider แปลเป็นไทยให้ว่า "ไ้อ้หนุ่มทุเรียนปั่น" ที่ใช้ชื่อนี้เพราะว่าฮาร์ลี่เป็นนักปั่นจักรยานที่ชอบกินทุเรียนมาก กินทีนึงเป็นลูกๆเลย และที่สุดยอดคือเค้าไปชนะการแข่งกินทุเรียนในเทศกาลผลไม้ที่ระยองมาแล้วแบบชนะขาดลอยคนไทยทั้งหลาย แอบฮามั้ย ที่ฝรั่งกินทุเรียนเก่งและเร็วกว่าคนไทยจนเป็นข่าวในทีวีหลายช่อง เลยเอาคลิปการแข่งมาแบ่งๆกันดู ซึ่งในคลิปนี้มีแถมให้ดูผลตรวจวัดระดับไขมันในเลือดของฮาร์ลี่ด้วย โดยปกติแล้วระดับไขมันในเส้นเลือดของเรานั้นควรจะมีระดับน้อยกว่า 200 มิลลิกรัมจึงจะถือว่าปลอดภัยหายห่วงจากโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด  และผลของการเป็นรอว์ฟู้ด หยุดกินเนื้อ นม ไข่และอาหารปรุงสุกมา 10 ปีกว่า ทำให้ค่าไขมันในเลือดของเ้ค้ามีแ่ค่ 4 มิลลิกรัมเท่านั้นเอง เชิญรับชมภาพวีดีทัศน์



เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอกันไปบ้างแล้วสำหรับเรื่องราวรอว์ฟู้ดของทั้งสองคน มาเข้าเรื่อง Sex ของทั้งคู่กันบ้างดีกว่า ว่านอกจากหุ่นฮอทเป๊ะสะบึมอารมณ์ของฟรีลี่ และกล้ามเนื้อล่ำๆกำยำสมชายของฮาร์ลี่แล้ว เค้าสองคนยังมีเรื่องเซ็กซี่อะไรอีกที่เ็ป็นผลพลอยได้จากรอว์ฟู้ด



อิอิ เขิลๆๆๆ เรทค่ะแต่ชอบ (ใครมั่งไม่ชอบ) คือเ่ท่าที่ดูและถอดความจากวีดีโอ เริ่มจากรูปร่างของทั้งสองคนที่เห็นกันชัดๆว่าฟิต เซ็กซี่สมส่วนสุดๆ ถือเป็นด่านแรกที่จะจุดไฟราคะของทั้งคู่ให้พุ่งพล่านแบบเจอหน้าก็ใส่กันไม่ยั้ง เท่านั้นไม่พอ เค้าบอกว่าผลลัพท์โดยตรงที่ได้จากรอว์ฟู้ดก็คือผิวของเค้าสองคนนั้นนุ่มเนียนน่าสัมผัส ช่วยเพิ่มความรู้สึกสเน่ห์หาละมุนละม่อมต่อกันยิ่งขึ้น ตอนที่เค้าลูบไล้ ซอกไซร้ จับ ขยำ ขยี้กันและกัน (เรื่องผิวขอเฟิร์มว่าจริงค่ะจากที่ไปเห็นตัวเป็นๆมาแล้ว ผิวดีมั่ก มีออร่าแบบโกลว์ๆ และที่ชอบมากและอยากได้คือ นัยย์ตาของทั้งสองคนมันเปล่งประกายใสๆ ยังกะเด็กทารกเบบี้เลย) สำหรับประโยชน์จากการที่เค้าไม่กินศพสัตว์นั้น ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันอาการเสียอารมณ์ขณะกำลังเข้าได้เข้าเข็มหมุบหมับหนุบหนับได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่มีกลิ่นสาปสัตว์มาให้กวนใจ ที่จะมีก็เพียงกลิ่นหอมหวานลิ้นจากผลไม้ ทั้ง กล้วย เงาะ แตงโม ทุเรียน หอมตลบอบไปทั้งห้อง และที่หนุ่มๆทั้งหลายพลาดไม่ไ้ด้ต้องรีบอ่านก็คือ รอว์ฟู้ดน่ะทำให้เลือดลมไหลเ็วียนสูบฉีดดีสุด ฮาร์ลีเปิดใจบอกว่ามันช่วยให้กล้วยของเค้าแข็งตั้งตรงเด่ได้มากกว่าที่เคย      อู้ววว อีกทั้งสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ในผลไม้ที่เรียกกันว่าเป็นสารกันแก่ ก็ช่วยให้เค้าทั้งสองคนดูอ่อนกว่าวัยย์ ทั้งภายนอกและภายในจนลามเข้าไปถึงอารมณ์ความรู้สึกลึกๆด้วย นี่แหละสำคัญล่ะ เพราะเมื่อคุณยังมีความรู้สึกของหนุ่มสาววัยแรกแย้มเย้ายวน มันจะช่วยเพิ่มความคึกคักในอารมณ์สมวัยเจริญพันธ์กันเข้าไปอีก และเพราะพลังแ่ห่งรอว์ฟู้ดที่ช่วยให้ฝ่ายชายมีร่างกายที่แข็งแรง มันเลยช่วยเพิ่มความอึุดทนนานด้วยนะ ส่วนการที่เค้าสองคนเป็น fruitarian เหมือนกัน ก็ช่วยให้เกิดอารมณ์ร่วม เข้าใจกันและกันเป็นหนึ่งเดียวกัน Connected  กันได้ลึกซึ้งวาบหวามมากขึ้น ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นได้อีก ส่งผลให้ชีวิตเซ็กซ์ของเค้าหวือหวา ต่อเมื่อไหร่ก็ติดไฟสเน่หาปั๊บ กินตับกันไม่มีหยุดหย่อน เมื่อมีเซ็กซ์ที่ดี ก็ส่งผลให้อารมณ์สดใสไม่เครียด และเพิ่มความมั่นใจใน Sex Appeal ของตัวเองมากกว่าเดิมโดยอัตโนมัติ ฮาร์ลี่และฟรีลี่แนะนำส่งท้ายว่า ถ้าอยากมีเซ็กซ์เยี่ยมยุทธแบบพวกเค้า สิ่งเบสิคที่คุณควรจะมีอย่างแรกเลยคือ 1 ได้รับคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย 3,000 แคลอรี่+ และ 2. อย่าอดหลับอดนอนเด็ดขาด ต้องพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมงอัพจึงจะกินตับได้อย่างสุขสมอารมณ์หมาย ไม่ง่วงหงาวหาวนอนนะจ๊ะ


ทุกข้อที่กล่าวมาล้วนเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของชีวิตฟรีลี่ และ ฮาร์ลี่ ที่แน่นอนว่าพวกเค้ามีอย่างนึงที่เหมือนกัน จึงได้มาเจอ มาคบ มารักกัน นั่นก็คือทั้งสองเรียนรู้ที่จะรักตัวเองให้เป็นก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเค้านั้นคืออะไร เริ่มจากเรื่องง่ายๆอย่างการกินที่ดีที่สุด ก็เห็นได้แล้วจากสองคนนี้ว่ามันมีผลต่อชีวิตจริงๆ


Thursday, December 1, 2011

เรื่องจริงของกัญชา..ใบหญ้าต้องห้าม

กัญชา ( Ganja, Marijuana, Cannabis, Hemp, Weed, Pot ปุ๊น เนื้อ etc.) พืชชนิดนึงที่รับรู้กันดีว่าเป็นสิ่งเสพติดให้โทษจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ รวมทั้งจากในทีีวีและสื่อทั้งหลายว่าพืชนี้น่ะไม่ดี เป็นสิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมาย นี่คืออีกหลายๆแง่มุมของกัญชาใบหญ้าต้องห้าม ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนและจะไม่ได้รู้จากสื่อทั่วไป

1) กัญชาไม่ใช่ยาที่เสพแล้วติด
กัญชาต่างกับยาเสพติดชนิดอื่น เพราะไม่ว่าคุณจะสูบ หรือกินติดต่อกันนานแค่ไหนก็ตาม คุณจะไม่ลงแดงจากอาการอยากยาแม้ว่าคุณจะเลิกเสพมันอย่างกระทันหัน เพราะกัญชามันคือพืชจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีใดๆที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการอยากยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบุหรี่ที่รู้กันดีว่าเลิกได้ยากเ็ย็นสุดติ่ง จนหลายคนเลิกไม่ได้ต้องสูบไปตลอดชีวิต เหตุผลก็คือในบุหรี่มีการเติมส่วนผสมถึง 599 ชนิด มันจะกลายสภาพเป็นสารพิษและสารก่อมะเร็งเมื่อถูกเผาไหม้ ยกตัวอย่างเช่นแอมโมเนีย หนึ่งในส่วนประกอบของบุหรี่ที่เป็นสารพิษ  ส่วนประโยชน์(ต่อผู้ผลิต) ก็เพื่อเร่งให้สารนิโคตินในใบยาสูบวิ่งเข้าสมองเร็วขึ้น ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการติดบุหรี่ได้มากขึ้นถึง 100 เท่า
Ammonia boosts nicotine from smoke /  CANNABIS: THE FACTS, HUMAN RIGHTS AND THE LAW 

2) กัญชาไม่ได้ทำลายสมอง
จากการวิจัยของ UCSD (University of California at San Diego) ได้ทำการเปรียบเที่ยบการทำงานของสมองของผู้ที่เสพกัญชาเป็นประจำ 704 คน กับผู้ที่ไม่ได้เสพ 484 คน พบว่ากัญชาส่งผลกระทบต่อสมองน้อยกว่าคนที่กินเหล้าซะอีก  และกัญชาก็ไม่มีผลต่อความสามารถต่างๆของผู้เสพ เช่นการใช้เวลาในการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง คือไม่ได้กลายเป็นคนอืดอาดเชื่องช้า ,ยังใช้ความตั้งใจในสิ่งต่างๆได้ดี, ความสามารถในการให้เหตุผลก็ยังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการขับขี่พาหนะก็ไม่ลดลงเช่นกัน ต่้างกับเมาเหล้าแล้วขับที่เสี่ยงทั้งชีวิตตัวเองและชีวิตคนอื่น



3) เหล้า บุหรี่  อันตรายกว่ากัญชา
การที่รัฐบาลจะกำหนดว่าอะไรถูกหรือผิดกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนหรอกค่ะ เพราะทั้งเหล้าและบุหรี่ ที่รัฐบาลอนุญาติให้ขายและเสพได้อย่างเสรีนั้นก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นสาเหตุให้คนตายปีละเกือบแสนคน ทั้งโรคมะเร็งปอดที่คร่าชีวิตคนเป็นอันดับต้นๆที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ และยังก่อให้เกิดความซวยได้ถ้ารับควันมือสองเข้าไป นิโคตินที่ถูกเผาไหม้มันไม่ได้เข้าปอดคนสูบคนเดียว แต่ไอ้ที่ถูกพ่นและลอยในอากาศมันก็ทำร้ายคนข้างๆที่สูดดมควันเข้าไปด้วยเหมือนกันส่วนเหล้านี่ก็เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งตับ และมะเร็งเต้านมที่ฆ่าผู้หญิงเป็นอันดับที่ 3 แถมเหล้าก็เป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่หลายครั้งก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทในวงเหล้าที่เดี๋ยวแม่งก็ยิงกันหน้าผับอีกละ แล้วไม่ใช่แค่ฆ่าคนเมาด้วยกันเอง แต่แอลกอฮอล์ยังถือเป็นการฆ่าตัวตายผ่อนส่งไม่ต่างจากบุหรี่ เพราะทั้งนิโคตินและแอลกอฮอล์ล้วนเป็นพิษต่อร่างกายและสมองแถมทำให้เมาค้างตอนเ้ช้าซึ่งคุณจะไม่พบอาการแฮ้งโอเว่อร์นี้ในกัญชา และเชื่อหรือไม่ว่าในประวัติศาสตร์โลก ยังไม่เคยมีใครตายหรือเป็นมะเร็งจากการเสพกัญชาเลยแม้แต่คนเดียว No one has ever died from smoking marijuana 

 

4)กัญชาไม่ได้ทำให้ขี้เกียจ
ว่ากันว่ากัญชาทำให้คนสูบขี้เกียจ ไม่มีวันเจริญ ซึ่งข้อนี้มันก็อาจจะจริง หรือไม่จริงก็ได้ มันขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยและความรับผิดชอบของตัวคนสูบว่าจะเอาแต่นอนเมาเกาไข่อยู่หน้าทีวี หรือสูบแล้วรู้หน้าที่ตัวเองและใช้มันในทางสร้างสรรค์ เพราะงั้นก็หยุดโทษใบไม้ว่ามันทำให้ขี้เกียจหรือขาดแรงจูงใจในชีวิตกันซะ นี่คือตัวอย่างบางส่วนของคนดังที่ประสบความสำเร็จในชีวิตที่สูบกัญชา

Michael Phelps


เริ่มที่ Michael Phelps นักว่ายน้ำฉลามหนุ่มผู้กวาดเหรียญทองได้เป็นประวัติศาสตร์โลก ก็เพิ่งเป็นข่าวครึกโครมใหญ่โตเมื่อมีภาพเค้ากำลังสูบกัญชาบ้องใหญ่ แม้เจ้าตัวจะออกมาบอกว่าไม่จริ๊งไม่จริงและไม่ยอมรับ แต่สิ่งนึงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือกัญชาไม่ได้ทำให้ปอดของนักว่ายน้ำผู้นี้อ่อนแอลงเลยซักนิดอย่างแน่นอน




 Bob Marley 
พูดถึงกัญชาแล้วจะขาดคนนี้ไปได้ยังไงกัน Bob Marley สุดยอดนักร้องเร็กเก้ อมตะตลาดกาล  แม้แต่ตัวตายไปแล้วแต่เสียงเพลงของเค้ายังคลาสสิคไปทั่วโลก จารึกไว้ในฐานะนักร้องผู้ชื่นชอบกัญชาและลัทธิรัสตาฟาเรียนนิสม์ (Rastafarianism) ลัทธิที่นับถือกัญชาว่าเป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ เป็นสื่อกลางเพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณ บ๊อบ มีลูกชายเท่ๆอีก 5 คนที่โตขึ้นโดยเจริญรอยตามพ่อบ๊อบเป็นศิลปินเร็กเก้กันหมด  สิ่งนี้อาจพอพิสูจน์ได้อย่างนึงว่าพ่อที่สูบกัญชาไม่ได้แปลว่าต้องเป็นขี้ยาหรือที่น่ารังเกียจของครอบครัว เพราะบ๊อบเป็นคุณพ่อตัวอย่างและเป็นที่รักสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกๆได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน
ลู ก ๆ ทั้ ง 5 ค น ข อ ง  B o b   M a r L e y

Eddie Bravo
ว่ากันว่าสูบกัญชานานๆจะทำให้สมรรถภาพทางร่างกายลดลง อ่อนแอ เหลาะแหละไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ช้าก่อน ถ้าลองดูคนนี้ แล้วอาจทำให้ใครเปลี่ยนความคิดและเปิดสมองได้บ้าง เพราะเอ็ดดี้ บราโว่เองก็สูบกัญชามาช้านาน แต่อาชีพของฮีคือครูสอนวิชาป้องกันตัวสไตล์ ๋Jiu-Jitsu เป็นพิธีกรในการแข่งขัน UFC แถมมีโรงเรียนสอนวิชาป้องกันตัวของตัวเองถึง 30 แห่ง เป็นนักดนตรี เป็นนักเขียนด้วย เอ็ดดี้ไม่อายเลยที่จะบอกว่า กัญชานี่แหละคือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตเค้าประสบความสำเร็จ ช่วยให้เค้าโฟกัสในสิ่งที่ทำมากขึ้น เป็นเหมือนยาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้เค้า



  Joe Rogan 
ยังจำรายการเปิบพิศดาร Fearfactor ที่กินหนอนกินมดแมงสาบไส้วัวกันได้มั้ย นี่คือ พิธีกรมาดนิ่ง Joe Rogan และเค้ายังเป็น MMA Commentator, ครูสอนวิชา้ป้องกันตัว,  นักตลกเดี่ยวไมโครโฟนฝีปากคมคาย โจ โรแกน บอกว่าเค้าชอบสูบกัญชาแล้วไปออกกำลังกาย และเค้ายังเป็นตัวตั้งตัวตีในการช่วยโปรโมทถึงประโยชน์ของกัญชาเพื่อให้กัญชาถูกกฎหมาย ส่วนที่ว่าสูบกัญชาทำให้ขี้เกียจโจบอกว่า "all weed does is motivate you to not do things that suck .And weed just makes you enjoy whatever you like doing even more. แปลว่า "กัญชาช่วยสร้างแรงจูงใจให้คุณไม่ทำเรื่องห่วยๆ และช่วยให้สนุกกับสิ่งที่ชอบทำมากกว่าที่เคย" เรื่องห่วยๆในที่ีนี้ก็ประมาณว่าพวกงานทั้งหลายที่คุณไม่อยากทำแต่ต้องทำ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพสำหรับพนักงานกินเงินเดือนทั้งหลายที่ยังต้องชงกาแฟให้ผู้จัดการและพวกแขกดอยคอยดื่มในห้องประชุม จากปกติที่คุณเคยก้มหน้าก้มตาชงๆแม่งไป แต่เมื่อคุณเมากัญชา คุณจะสำนึกได้ว่าเอ๊ะนี่กูไม่ได้มีอาชีพชงกาแฟนี่หว่า หลังจากกลับมานั่งที่โต๊ะคุณก็จะคิดได้อีกว่าการอยู่ในออฟฟิศวันละ 8 ชั่วโมงนี่ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคุณค้นพบกับความหมายที่แท้จริงหรือความสุขของชีิวิต และตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้ว คุณคือหนึ่งในทาส full time ที่น่าจะรีบๆหาทางหลุดพ้นจากชีวิตทาสซะที ด้วยการเริ่มคิดเรื่องการมีธุรกิจเล็กๆก๊องๆแก๊งๆของตัวเอง เป็นเจ้านายตัวเอง ซึ่งปกติไม่ค่อยมีใครอยากคิดถึงเพราะแค่ีคิดก็เหนื่อยแ้ล้ว

EDDIE BRAVO &  JOE ROGAN เป็นทั้งเพื่อนซี้..






..และเพื่อนพี้

 Bill Hicks 
และคนสุดท้าย  Bill Hicks สุดยอดนักตลก Stand-Up Commedian ผู้ล่วงลับ ก็เคยทำเดี่ยวจิกกัดกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาไว้เพียบ ส่วนความเห็นของ Bill เกี่ยวกับเรื่องสูบกัญชาแล้วขี้เกียจก็คล้ายๆกับที่โจ โรแกนบอกนั่นคือ "They lie about marijuana. Tell you pot-smoking makes you unmotivated. Lie! When you're high, you can do everything you normally do, just as well. You just realize that it's not worth the fucking effort. There is a difference." แปลว่า เค้าโกหกเราว่าสูบกัญชาแ้ล้วจะขี้เกียจ โกหกสิ้นดี ตอนที่เมาคุณก็ทำทุกอย่างได้เหมือนกับตอนไม่เมานั่นแหละ แต่คุณจะสำนึกได้มากกว่าเดิมว่าไอ้สิ่งที่ทำน่ะมันไม่คุ้มค่ากับความพยามเอาซะเลย เนี่ยแหละที่มันต่างกัน..."


5).กฎหมายที่ว่ากัญชาผิดกฎหมายนั้นช่างสตอเบอร์แหล
ลองคิดขำๆว่ามีหน่วยงานของรัฐเดินเข้าไปในสวนผลไม้หลังบ้านคุณ เดินดิ่งไปที่ต้นน้อยหน่าแล้วหันมาบอกคุณว่าห้ามปลูกนะครับ น้อยหน่าผิดกฎหมายนะครับ เพราะหน้าตาเหมือนระเบิดเดี๋ยวจะมีคนเอาไปใช้ผิดวัตุประสงค์ ห้ามปลูกห้ามขายอีกต่อไป คุณคงคิดในใจว่า เห้ย เ่อ่อ ไอ้ห่านี่มึงบ้าไปแล้วรึเปล่า ใครมันจะไปห้ามธรรมชาติได้วะ ซึ่งเนี่ยแหละ มันก็เหมือนกับกัญชาที่ไม่ได้ต่างกับต้นไม้อื่นหรอก ธรรมชาติสร้างมันขึ้นมาเหมือนกัน เพราะงั้นการที่ีมีคนตั้งกฎแล้วเขียนมันลงในหน้ากระดาษว่ากัญชาผิดกฎหมาย ถ้าใครสูบ มีในครอบครองและขายใบไม้นี้จะต้องไปนอนในกรงขังน่ะมันไม่ใช้แค่บ้าธรรมดา แต่มันโคตรบ้าอำนาจ ยิ่งกว่านั้น รู้มั้ยว่าที่ออกกฎหมายให้กัญชาผิดกฎหมายมันก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงและความยุติธรรมเลย เพราะในปี 1553 กัญชามันเคยถูกกฎหมายขนาดที่ใช้จ่ายแทนภาษีได้ แค่นั้นไม่พอ ชาวนาชาวไร่ในสมัยนั้นจะต้องถูกปรับซะด้วยซ้ำหากมีพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกแต่ไม่ยอมปลูกกัญชา หรือปลูกแล้วเอามาใช้ไม่ได้ เพราะการไม่ปลูกกัญชาในสมัยนั้นมีโทษและถือว่าผิดกฎหมายค่ะ และในปี 1850 มีฟาร์มที่ปลูกกัญชามากถึง 8,300 ฟาร์ม ส่วนปัจจุบันปี 2012 ถ้าคุณมีแค่ซักต้นนึงในกระถางหลังบ้าน คุณต้องไปเที่ยวห้องกรง เห็นมั้ยว่ากฎหมายที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้กับใบไม้อย่างกัญชานั้น ไ่ม่ได้เป็นสิ่งที่เที่ยงตรงและแท้จริงเลยซักนิด แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมสิทธิของมนุษย์อย่างเราๆให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลแต่ละยุคสมัยเท่านั้นเอง อย่างในสมัยนี้ ถ้ากัญชาไม่ผิดกฎหมาย รายได้่ของรัฐบาลที่ได้จากการเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ก็จะลดลงไปมาก เพราะใครๆก็จะปลูกกัญชาและสูบมันเองฟรีๆ ดีกว่าเสียเงินซื้อเหล้าและบุหรี่ที่ยิ่งสูบยิ่งกินก็เหมือนฆ่าตัวตายผ่อนส่ง
It was LEGAL TO PAY TAXES WITH HEMP

5) กัญชาเป็นวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพดีเยี่ยม 
กัญชาเป็นวัถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้่าอุตสาหกรรมมากมายกว่า 25,000 ชนิด ย้อนไปเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว กัญชาถูกปลูกไว้เพื่อใช้ผลิตกระดาษและวัสดุสิ่งทอที่มีคุณภาพสูง  กระดาษแผ่นแรกบนโลกนี้ก็ทำขึ้นจากกัญชา และมันเป็นกระดาษที่มีคุณภาพดีที่สุดที่ต่อให้นานยังไงมันก็จะไม่เหลืองและขาดง่ายๆ คัมภีร์ไบเบิ้ลเล่มแรกของโลกก็เขียนบนกระดาษที่ทำจากกัญชา และยังเอามาทำเป็นเส้นไยไฟเบอร์ผลิตเชือกที่แข็งแรงที่สุด เป็นอาหารสัตว์ แถมยังสกัดเอามาทำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับรถได้ด้วย  และมันยังถือว่าเป็นอาหารที่สุดยอดเพราะอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่มนุษย์ต้องการ ถ้าเอามาทำเป็นน้ำมันสำหรับทำอาหารก็จะไม่ทำลายสุขภาพเพราะมันเป็นไขมันดี รู้มั้ยว่าถุงชาลิปตันก็ทำมาจากกัญชาเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นกัญชายังเป็นพืชเกษตรที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของทุกประเทศยากจนได้แบบพลิกเศรษฐกิจโลกได้เลย และด้วยความที่มันคือหญ้า มันเลยปลูกได้โคตรง่ายแบบหว่านไปทางไหนก็ขึ้นเอง

เมล็ดกัญชานั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะหาได้ในโลกนี้

กั ญ ช า พื ช ส า ร พั ด ป ระ โ ย ช น์

6) กัญชา กัญชา  เป็นยาวิเศษ
นอกจากใส่ในอาหารอร่อยแบบต้องซดจนหยดสุดท้ายแล้ว กัญชายังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้ ช่วยรักษาโรคเบื่ออาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์  สาร THC ในกัญชายังช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็ง รักษาโรคไขมันอุดตันของหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่  โรคหัวใจ แม้แต่มะเร็งผิวหนังก็มีคนหายมาแล้วเพราะทาน้ำมันกัญชาที่เรียกว่า Hemp Oil กัญชายังเป็นยานอนหลับฉบับธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ และโรคทางจิตเวทอย่างโรคซึมเศร้าก็ช่วยได้โดย Side Effect ของมันก็คือช่วยให้คุณอารมณ์ดีและหัวเราะ ซึ่งก็ดีกว่ากินยาผสมฟลูโอไรด์อย่าง Prozac ที่ทำให้สุขภาพแย่ลงไม่่ต่างจากกินยาพิษ และความวิเศษของกัญชาแบบ Non Toxic นี่เองที่อาจจะทำให้กัญชาเป็นพืชต้องห้าม เพราะถ้ามันถูกกฎหมายแบบใครก็ปลูกได้ แล้วใครล่ะ จะอยากไปเสียเงินมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนให้คลีนิคและโรงพยาบาล รู้มั้ยว่าธุรกิจของพวกโรงบาลแพทย์แผนตะวันตกนั้นทำรายได้มากที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจากธุรกิจค้าอาวุธ โชคดีหน่อยที่แม้ปัจจุบันในบางรัฐของอเมริกา เม็กซิโก และแคลิฟอเนีย เค้าอนุญาติให้ขายกัญชาแก่ผู้ป่วยได้แล้ว แต่ทุกคนก็ต้องได้รับอนุญาติจากหมอก่อนอยู่ดี..


7)กัญชากับศาสนา
นับพันนับหมื่นปีมาแล้วนะคะทุกคน ที่กัญชาถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในหลายๆศาสนาทั่วโลกทั้งแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย อย่างฮินดูเองก็มีเทพที่ชื่อว่า Shiva หรือไทยเราเรียกว่าพระศิวะนั่นแหละ กัญชาที่พระศิวะสูบเรียกว่า"โอสถมวน" แปลว่าของมึนเมาแห่งจักรวาล แถมเค้ามีพิธีเจ๋งๆที่เรียกว่า"ศิวะราตรี" จัดขึ้นในเนปาล โดยจะมีพวกนักบวชและนักแสวงบุญมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อสูบกัญชากันแบบ Non Stop 1วัน 1คืนเต็มๆ เพื่อถวายแก่พระศิวะ

S h i v a    N i g h t

อีกหนึ่งศาสนาที่เกี่ยวกับกัญชาคือ ราสตาฟาเรียน (Rastafarian)  ศาสนาที่มีรากฐานมาจากจาไมก้า ศาสนานี้เค้ามีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในกัญชา แรกๆชาวจาไมก้าเค้าใช้กัญชาเป็นยาสมุนไพร เอามาต้มๆเป็นชา น่าจะคล้ายๆกับวิธีการกินยาีจีนยาหม้อบ้านเรา แต่ก็มีแบบสูบด้วยเหมือนกัน ชาวราสตาฟาเรียนยังให้ชื่อกัญชาว่าเป็น "Wisdom Weed" หญ้าแห่งปัญญา บอกว่าเป็นพืชที่จะช่วยให้ฉลาดขึ้น โดยช่วยให้เข้าถึงจิตวิญญาณภายในตัวเองมากกว่าเดิม ซึ่งข้อนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่มีวิญญาณ คุณควรจะรู้จักวิญญาณของตัวเองให้แท้จริงเพราะไม่มีใครบนโลกนี้จะรู้จักวิญญาณของคุณเองได้ดีไปกว่าตัวคุณ แต่คุณต้องให้เวลาค้นหาความหมายของชีวิตคุณเอง เพื่อจะุได้รู้ว่าชีวิตของคุณนั้นต้องการอะไรอีก นอกจากแบล็กเบอรี่ ไอแพด ไอโฟน ความขาวและกล้ามเนื้อไบเซบ เพื่อการพัฒนาตัวตนภายในของคุณให้สูงขึ้นเพื่อค้นพบกับความสุขที่แ้ท้จริงด้วยตัวของคุณเอง และสำหรับชาวราสตาฟาเรียนแล้วเค้ายกให้กัญชาเป็นส่วนช่วยให้เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองได้ง่ายขึ้น นี่แหละที่เรียกว่าความฉลาดตามความหมายของราสตาฟาเรียน ไม่เกี่ยวกับคะแนนหรือ GPA ที่คนอื่นระบุให้คุณ แต่เป็นคุณที่พัฒนาวิญญาณของคุณไปตลอดชีวิต เพราะเนื้อหนังมังสาภายนอกไม่ได้จีรังยั่งยืน ไม่ใ่ช่สิ่งแท้จริงและไม่ใช่ของคุณด้วยซ้ำ วิญญาณตังหากจะเ็ป็นสิ่งที่ระบุตัวตนของคุณและเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่หลังจากคุณตาย


แดง เขียว เหลือง  สัญลักษณ์ของราสตาฟารี่
8) กัญชากับโยคะ
ส่วน ตัวเฟิร์สเองมีโอกาศได้ฝึกโยคะได้เกือบๆ 2 ปี และก็ชอบมากจริงๆ ทำให้รู้ว่าร่างกายของเรานั้นมันยืดได้กว่าที่คิด  ว่าไปมันไม่ใช่แค่กิจกรรมสำหรับคนที่สนใจโยคะตามคลาสหรอก แต่โยคะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำทุกวันเพื่อยืดเส้นยืดสาย เพราะมันช่วยให้คุณผ่อนคลายได้ทุกส่วนจริงๆนะ คุณจะรู้จักส่วนต่างๆของร่างกายดีขึ้นและรู้ว่าจะทำท่าไหนให้ส่วนที่ตึงได้ คลาย พอไอ้่ส่วนที่มันตึงได้โดนปล่อย ระบบเลือดไหวเวียน มันก็ส่งผลถึงอารมณ์ของคุณด้วย ปัจจุบันมีการเอากัญชาเข้ามาผสมผสานกับการทำโยคะด้วย เรียกว่า “Ganja Yoga”  มีการสูบแบบจริงๆจังๆในห้องโยคะกันเลยทีเดียวแหละ เค้าบอกว่ามันทำให้ผ่อนคลายได้ลึกขึ้น โดยครูสอนโยคะเปรียบกัญชาว่ามันก็เหมือนกับเกลือบนอาหารนั่นแหละ คือช่วยเพิ่มรสชาดให้การทำโยคะนุ่มนวลกว่าเดิม


G a n j a     Y o g a
ทั้งหมดทั้งปวงที่เขียนๆมา ไม่ว่าจะเรื่องกัญชาไม่ทำให้คุณกลายเป็นคนติดยาแบบที่สังคมชอบประนามกัน หนำซ้ำยังอันตรายน้อยกว่าเหล้าและบุหรี่ที่ถูกกฎหมายขายกันเกลื่อนซะอีก ไหนจะเป็นยาวิเศษช่วยรักษาโรคได้ทั้งกายและจิตใจ เป็นวัตถุดิบช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และช่วยพัฒนาตัวตนของคุณ นี่ก็แสดงให้เห็นได้แล้วล่ะว่า กัญชาน่ามีประโยชน์กับมนุษย์ซะมากกว่าจะทำร้ายเรา แต่สิ่งที่บั่นทอนเรามากกว่าใบหญ้าที่เรียกว่ากัญชานั่นก็คือกฎหมายบ้าๆที่ออกมาควบคุมสิทธิของเราทุกคนให้อยู่ใต้กฎเกณฑ์ที่เค้ากำหนด คุณพอจะเซ็งบ้างรึยังกับพวกบ้าอำนาจที่ออกกฎเพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยไร้ความยุติธรรมและคุณธรรม