ad code

Tuesday, October 11, 2011

Wing Chun ศาสตร์และศิลปะป้องกันตัวที่จะช่วยให้คุณ "สู้เป็น"


คุณพร้อมรับมือแค่ไหน? หากมีใครซักคนกำลังจะเข้ามาทำร้ายร่างกายหรือแม้แต่จะฆ่าคุณ คุณอาจยังโชคดีอยู่ที่ชีวิตนี้ยังไม่เคยตกอยู่ในสถาณการณ์ที่โดนโจมตีจากคนร้าย แต่รู้หรือไม่ว่าในปีนึงมีคดีอาชญากรรมเยอะเป็นพันคดี เช่นปี 2553 ที่ผ่านมา มีคดีที่ได้รับแจ้งความถึง 5,084 คดี  แยกเป็นคดีพยามฆ่าโดยเจตนาถึง 3,712 คดี  หากคุณยังไม่รู้และไม่มั่นใจว่าจะทำยังไงดีหากต้องตกเป็นเหยื่อเข้าซักวัน มวยหวิ่งชันจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ

เพราะศิืลปะป้องกันตัวแบบมวยจีนหวิ่งชัน เป็นศิลปะที่เหมาะสมสำหรับทุกเพศ ทุกวัย และใช้ได้จริง ถือว่าเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ได้ผลดีที่สุด ยึดถือหลักตามวิทยาศาสตร์โดยสอนให้ใช้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นยืนอย่างไรให้แข็งแรงและมั่นคงที่สุด, การปล่อยหมัดแบบรัวๆๆๆ ที่เรียกว่า Chain Punch การบล็อคและจู่โจมในวินาทีเดียวกัน เป็นมวยที่ฝึกไว้สำหรับรับมือกับคนที่แข็งแรงกว่า ไวกว่า ตัวสูงใหญ่กว่าคุณ มันจะช่วยพลิกสถานการณ์ให้คุณกลายเป็นผู้คุมเกมส์ซะเองถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ เพราะมวยนี้คิดค้นขึ้นโดยแม่ชีในวัดเส้าหลินที่ฝึกมวยนี้เฉพาะในวัดเท่านั้นเพราะถือว่าเป็นความลับห้ามนำมาเผยแพร่  แต่ต่อมาได้สอนให้กับผู้หญิงจีนชื่อยิมหวิ่งชันเพื่อใช้สู้กับผู้ชายนิสัยไม่ดีที่เข้ามาก่อกวนเธอ และสุดท้ายเธอก็ทำให้ไอ้เบื้อกนั้นหยุดมาวอแวกับเธอสำเร็จโดยฆ่าเขาทิ้งซะเลยด้วยวิชามวยหวิ่งชันนี่แหละ

การป้องกันตัวเองได้นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน  เฟิร์สเลยอยากแนะนำให้ผู้ที่สนใจอยากฝึกมวยหวิ่งชัน และออกกำลังกายแบบมวยจีนได้ทราบกันว่าตอนนี้เรามีอาจารย์ชาวอเมริกันรับสอนหวิ่งชันอยู่ แบบส่วนตัวซะด้วยค่ะ ข้อได้เปรียบในการเรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ก็คือคุณจะเป็นเร็ว ถามได้เลยถ้าอยากถามแบบไ่ม่ต้องเกรงใจเวลาเรียนของผู้ฝึกคนอื่น เพราะอาจารย์จะสอนเราได้เต็มที่กว่าเป็นคลาสค่ะ

ขอแนะนำอาจารย์นะคะ อาจารย์ชื่อ Eric Dubay (แอริค ดูเบย์) เป็นชายชาวอเมริกัน อายุ 29 ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพตั้งแต่ปีพศ. 2548 ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้กับสังกัดมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ได้ 5 ปี ส่วนประสบการณ์สอนศิลปะป้องกันตัวนั้น อาจารย์เคยสอนเทควันโด 3 ปี ได้รับสายดำระดับ 2 แต่หลังจากที่อาจารย์ได้รู้จักและฝึกมวยหวิ่งชันมาเป็นเวลา 8 ปี อาจารย์ก็รักมวยหวิ่งชันมากๆ บอกว่ามวยหวิ่งชันสามารถนำมาใช้ในการป้องกันตัวได้ดี และมีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวได้มากกว่าเทควอนโดที่มีกฏกติกามากมายหลายข้อ เป็นกีฬาที่เหมาะสำหรับฝึกไว้แข่งขันในสนามมากกว่าใช้ป้องกันตัวในสถาการณ์จริงที่ไม่มีกฎกติกาและกรรมการคอยห้ามยก ต้องอาศัยไหวพริบและทักษะในการเอาตัวรอดล้วนๆ

อาจารย์แอริค มีใจรักในมวยหวิ่งชันและมีความฝันว่าอยากแบ่งปันความรู้วิชาหวิ่งชุนนี้ให้แก่ใครก็ตามที่ต้องการฝึก ไม่ต้องกลัวว่าอาจารย์จะอธิบายไม่เข้าใจ คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะอาจารย์พูดไทยได้ 100 %เลยค่ะ แต่ถ้าหากใครสนใจอยากเรียนเป็นภาษาอังกฤษ อาจารย์ก็จะสอนแบบภาษาอังกฤษให้ได้นะคะ จากประสบการณ์ของเฟิร์สเองที่ได้เรียนกับอาจารย์แอริค บอกได้เลยว่าอาจารย์สอนเข้าใจง่าย อาจารย์ใจเย็น เป็นกันเอง ไม่ต้องเกร็ง แถมสนุก ไม่น่าเบื่อ เอาง่ายๆว่าจากที่ไม่เคยอยากฝึกอะไรแบบนี้มาก่อน ทำให้รู้สึกสนุกแล้วก็ชอบฝึกศิลปะป้องกันตัวไปเลย ทีสำคัญทำให้มีความมั่นใจว่าหากวันนึงเกิดมีไอ้บ้าที่ไหนจะเ้ข้ามาลวนลามหรือทำร้าย เฟิร์สก็ตั้งตัวได้ทันและรู้วิธีเอาตัวรอดได้

ส่วนสถานที่เรียนก็คือที่สวนที่งามวงศ์วานนะคะ ค่าเรียน 500 บาท ต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งโดยปกติอาจารย์สอนครั้งละ 2 ชั่วโมงก็คือ 1000 บาทถ้วน สำหรับส่วนตัวคิดว่าราคานี้ไม่แพงเกินไปค่ะ เพราะถือว่าได้ทั้งความรู้ด้านศิลปะป้องกันตัว และทักษะการพูดภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาเป็นของแถมอีกด้วย และหากมากันหลายคนอาจารย์ลดราคาได้อีกค่ะเพราะอาจารย์ใจดี อิอิ และถ้าหากใครอยากให้ไปสอนแบบส่วนตัวที่บ้านก็ได้ค่ะ อาจารย์ Delivery แต่ขอบวกค่ารถแท๊กซี่ตามราคามิเตอร์ค่ะ อยากรู้เกี่ยวกับอาจารย์และมวยหวิ่งชันเพิ่มเิติมเชิญแวะชมที่ Bangkok Wingchun และหากว่าท่านสนใจเรียนก็อย่ารอช้าค่ะ ติดต่อที่ ericdubay@hotmail.com

วีดีโอบรรยากาศการสอนหวิ่งชันของอาจารย์แอริค




Ip Chun หลานของ Ip Man ก็สอนมวยหวิ่งชันด้วย แม้จะอายุ 84 แล้วก็ยังกระฉับกระเฉง เรียกว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งเก่งแบบไม่เกี่ยงอายุ


ต่อให้โดนโจมตีในที่มืดหรือแม้แต่โดนปิดตาก็ยังสู้ได้สบาย

Wednesday, October 5, 2011

แชร์ประสบการณ์ : 3 วันแห่งการ Fasting อดอาหารขจัดพิษ

เพิ่งผ่านไปสดๆร้อนๆฮ่ะ กับการทำ Fasting หรือ อดอาหารขจัดพิษที่สะสมในร่างกายเป็นเวลา 3 วัน สาเหตุที่ทำก็เพราะว่าล่าสุดเกิดมีอีก้อนกลมๆมาเยี่ยมในจักแร้ด้านขวา กรี๊ซ >_<  กดดูแล้วปูดๆเป็นไต ใหญ่ประมาณเหรียญ 25 สตางค์ได้ นั่งๆทำงานอยู่ก็ปวดระบมอีก้อนนี้จนแขนชาวูบวาบไปทั้งแขนจนต้องขอลากลับบ้านนอนอย่างด่วน ไม่ได้ค่ะอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ป่วยปุ๊บรีบลา มีวันป่วยให้หยุดตามกฎหมายแรงงานตั้ง 30 วันต้องใช้สิทธิให้คุ้ม ส่วนเพื่อนๆที่ออฟฟิศบอกว่า นี่เธอควรจะไปหาหมอนะ ไม่ได้นะ เดี๋ยวเป็นอะไรร้ายแรง บลา บลา บลา แต่ว่าเฟิร์สไม่ชอบกินยาเพราะไม่อยากได้สารพิษตกค้างในร่างกายเป็นของแถม  อีกอย่างคิดว่าระดับสะสมพิษในร่างกายเฟิร์สน่าจะมีมากพอแล้วมั้งจากที่เคยอัดยาลดความอ้วนติดต่อกัน 5 ปี คิดถึงตอนที่เคยกรอกยาใส่ปากวันละเกือบ 10 เม็ด แล้วเอียนกลิ่นยามากๆอะ ทุกวันนี้เวลาที่ป่วยเล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้กินยาเลย แต่ก็ไม่มีปัญหาไรนะ เพราะหายเองได้ทุกครั้ง แต่คราวนี้เจอกับอีน้องก้อนใต้รักแร้แล้วงานเข้า เพราะมันเจ็บ ทรมานแบบแปลกๆ เอาง่ายๆว่าเจ็บตลอดเวลาที่หุบแขนน่ะ เลยอยากให้อีก้อนที่ไม่ได้รับเชิญนี่รีบๆหายไปจากชีวิตและจักแร้โดยเร็วซะที แล้วก็หวังว่าการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติด้วยการอดอาหารล้างพิษจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อยแหละนะ ถือเป็นการท้าทายตัวเองด้วย ซึ่งก็พอรู้ข้อมูลมาบ้างว่าการอดอาหารนั้นเป็นวิธีที่ถือว่าดีที่สุดในการรักษาตัวเอง เพราะเมื่อเราหยุดกินอาหาร ร่างกายก็จะหยุดย่อยและได้มีโอกาสพักงานที่เคยต้องใช้พลังงานมหาศาลไปเพื่อย่อยอาหารตั้งแต่ปากจนถึงลำไส้น้อยใหญ่หลายขด ก็เปลี่ยนมาใช้ไปเพื่อชะล้างสารพิษในร่างกายหรือที่เรียกว่าดีท็อกซ์ (Detoxification) และรักษาตัวเองในส่วนที่เสียหายเป็นลำดับต่อไปได้ จริงๆแล้วร่างกายของเรา็ก็ทำกระบวนการนี้ตอนที่เราหลับอยู่ แต่ถ้าเราให้เวลาร่างกายตัวเองมากกว่าแค่ตอนหลับโดยไม่กินอะไรในช่วงที่ตื่นด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ร่างกายภายในได้รักษาตัวเองได้มากยิ่งขึ้น แม้แต่พวกสัตว์เองก็ฟาสต์ เคยสังเกตุมั้ยว่าหมาแมวที่บ้านเวลาที่มันป่วยมันจะไม่ยอมกินข้าวที่เราให้เลย อย่างหมาบ้านเฟิร์ส ฟองฟู มันจะไม่แตะข้าวที่ให้เลยเป็นวันๆ แค่วิ่งๆมาดมดูแล้วก็เบือนหน้าหนี จนแม่คิดว่ามันประท้วงที่ให้กับข้าวมันเหมือนเมื่อวานรึเปล่ามันเลยเบื่อ วิ่งไปกินหญ้าเขียวๆที่ขึ้นริมถนนแทน  แต่จริงๆแล้วการหยุดกินอาหารในช่วงที่สัตว์ป่วยมันเป็นไปโดยสัญชาตญาณของสิ่้งมีชีวิตค่ะ ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์ก็ควรจะหยุดพักร่างกายบ้างเพื่อให้เวลามันซ่อมแซมตัวเองด้วยเหมือนกัน 

เข้าเรื่องเลยนะ หลังจากตัดสินใจว่าจะฟาสต์ เฟิร์สก็ปรึกษากับแฟนซึ่งคนนี้เค้าผ่านการฟาสต์มาแล้วและมีความรู้เรื่องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดอย่างดีมีข้อมูลเพียบ ฮีแนะนำว่าควรจะอดอาหารด้วยการกินน้ำเปล่าหรือ Water Fasting และต่อด้วย High Water Mono Fruit ก็ตกลงตามนี้ เืริ่มได้..

 ..วันที่ 1 ชิลชิลจัง
วันนี้ทำ Water Fasting กินแต่น้ำเปล่าเท่านั้น เริ่มจากตื่นมากินน้ำเปล่า 1 แก้วใหญ่ แล้วก็ใช้ชีวิตโดยพยายามไม่คิดถึงเรื่องกิน ถ้าหิวก็กรอกน้ำเปล่าเข้าปากเรื่อยๆ เออ มันก็แปลกดี เพราะเหมือนว่าวันเสาร์นี้มันต่างกับเสาร์ที่แล้ว เวลามันผ่านไปช้ามากๆ มีเวลาทำงานบ้านเยอะเลย อย่างเช่นจัดระเบียบให้ตู้เสื้อผ้าที่โคตรจะรกหลังจากทำเป็นไม่รู้ว่ามันรกมานาน ต่อด้วยจัดตู้กับข้าวใ้ห้สวยงามปราศจากมดและปีเตอร์น้อยใหญ่ พลังงานในวันแรกนี้เยอะเหมือนวันที่กินอาหารตามปกติ และคงเพราะว่าไม่ต้องใช้เวลาไปในการคิดเมนูว่าจะกินอะไรดีวะวันนี้ อ่ะคิดได้เดินไปซื้อ ซื้อแล้วก็เดินกลับบ้านมานั่งกิน อิ่มแล้วนั่งย่อยต่อ พอไม่ได้ใช้เวลาไปเพื่อกิจกรรมในการกินมันเลยว่างมากและมีพลังงานเยอะ สมมุติขำๆว่าพลังงานเต็มแม็กเท่ากับ10 เฟิร์สก็มีเต็มแม็กเลยสำหรับวันแรก แต่ติดอยู่นิดหน่อยตรงที่ก่อนนอนในหัวมันคิดถึงแต่อาหารลอยไปลอยมา จำได้ว่าอยากกินพิซซ่าจนผลอยหลับไป คงเป็นความต้องการของวิญญาณเด็กอ้วนที่สิงอยู่ในร่างมานานแล้วสินะ

..วันที่สอง ร้อนๆหนาวๆบรึ๋ยๆไข้แดรก
วันนี้ก็ยังกินแต่น้ำเปล่าต่ออีกวันนึง ตื่นมาเพลียๆไม่ค่อยมีพลังงาน เลยกินน้ำไป 1 แก้วแล้วหลับต่อ ตื่นมาอีกทีก็สายๆ ไม่หิวเลย แต่ว่ามันทำอะไรนิดนึงก็เหนื่อยมาก แค่อาบน้ำแล้วก็ยืนหน้าตู้เสื้อผ้าคิดว่าจะใส่อะไรดียังต้องถอยมานั่งพักเหนื่อยบนเตียงก่อน  แล้วก็รู้สึกว่าหนาวมากๆด้วย จนต้องใส่ถุงเท้ากับเสื้อหนาวนอนห่มผ้า  แต่ดั๊นมีเหงื่อออกเยอะมากตอนหลับ  คือมันหนาวสะท้านมาจากข้างในเหมือนเป็นไข้หนัก เลยนั่งค้นข้อมูลจากในเน็ทมาก็พบว่าอาการเหมือนเป็นไข้ในช่วง ที่ฟาสต์ไม่ใช่เรื่องแปลกอย่าตกใจ เป็นธรรมดาเพราะร่างกายกำลังทำหน้าที่รักษาตัวเองของมันอยู่ โปรดทำใจ แต่ที่ทำใจไม่ค่อยไหวก็คือกลิ่นเต่าทั้งสองข้างมันแรวงส์มากๆ  เหม็นแบบรับตัวเองไม่ได้เลย ขนาดเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆก็เหม็นโคตร หมดความมั่นใจใต้วงแขนไปเยอะ แต่ไม่อยากใช้สารส้มเพราะอีกใจนึงก็อยากปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ถามแฟนเล่นๆว่า นี่ๆเหม็นจั๊กแร้เฟิร์สป่าว เผื่อว่าฮีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจหรือปลอบใจบ้าง  ฮียิ้มๆบอกว่า เต่าเหม็น ปากก็เหม็น..นิดหน่อย  ห้าาาาาาา  ขอบคุณนะที่รักที่มีคำว่านิดหน่อยต่อท้าย ทนๆเอาหน่อยสิยะ ชิ เอาเป็นว่าวันนี้ก็เป็นคนป่วยเต่าเหม็นปากเหม็นที่ขี้หนาว ลองๆจับอีน้องก้อนในรักแร้ปรากฏว่ามันหายเจ็บแล้วแต่ยังเป็นไตอยู่แต่เล็กลง เย่ๆ มีกำลังใจให้อดอาหารเพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนความอยากอาหารก็เพิ่มขึ้นจากวันแรกเยอะเหมือนกัน ไม่หิวแต่อยากกิน ท่องในใจว่ากินน้ำ กินน้ำ แต่อาการป่วย ร้อนๆหนาวๆก็ยังอยู่และอ่อนระโหยโรยแรงมาก เลยให้แฟนช่วยปล่อยพลังชี่ให้ซะเลย ปกติเค้าก็ทำให้บ่อยๆตอนเฟิร์สป่วย เรียกว่า Energy Healing หรือการรักษาโดยพลังชีิวิต (Life Force, Chi ) จริงๆแล้วการรักษาด้วยวิธีนี้มีหลายชื่อแล้วแต่จะเรียก เช่น เรกิ ( Reiki), ชี่กง วิธีการคือเอามือของเค้ามาทาบกับตัวเราตรงส่วนที่ต้องการจะรับพลัง คล้ายๆกับที่เราเห็นในหนังจีนกำัลังภายในตอนเด็กนั่นแหละ ที่จะมีท่านอาจารย์ทาบฝ่ามือทั้งสองข้างที่หลังของลูกศิษย์หรือผู้เคราะห์ร้ายที่โดนยาพิษ แล้วซักพักคนที่โดนพิษก็จะกระอักออกมาเป็นเลือด  ซึ่งในความจริงแล้วก็ไม่ต่างจากหนังจีนซักเท่าไหร่ เพราะในช่วงสิบปีมานี้ทางจีนมีการค้นคว้าเกี่ยวกับพลังชี่เพื่อศึกษาให้ได้ว่า "ชี่" ที่บอกกันมาคืออะไร ก็พบว่าพลังชี่เป็นประจุไฟฟ้าแผ่ออกมามีสภาพเหมือนแม่เหล็กที่จะดูดและผลักได้ ประจุไฟฟ้ากับความร้อนจะช่วยรักษาโรค ยิ่งประจุไฟฟ้าเพิ่มมาก ก็จะยิ่งทำให้ระบบร่างกายไหลเวียนดี และรักษาความสมดุลของร่างกาย ซึ่งก็น่าจะเป็นตามนั้นเพราะเฟิร์สจะรู้สึกถึงพลังไฟฟ้าจากมือร้อนๆของเค้าเข้ามาในตัว มีพลังแบบอบอุ่นเข้าไปนวดๆอวัยวะภายใน  รู้สึกดีขึ้น ผ่อนคลายและมีแรงมากขึ้น รู้สึกว่าจากพลังงานอยู่ที่ 2 ขีด เพิ่มเป็นเกือบ 10 ขีดเลย


วันที่ 3   วันแห่ง Mono Fruit                       
วันนี้ตื่นมาไม่หนาวแล้ว ลองดมดูเต่าฟรืดๆ  \O/ โอ๊ะ ก็ยัง แรงเหมือนเดิม ง่า แต่เริ่มมีพลังงานเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว มื้อแรกของวันนี้ก็ยังเป็นน้ำเปล่าจนกระทั่งตอนเีที่ยงเปลี่ยนเป็น Mono Fruit เลือกกินผลไม้แค่ 1 อย่างกินเท่าไหร่ก็ได้แต่ต้องเป็น High Water Fruit ผลไม้น้ำเยอะๆ เฟิร์สเลือกแตงโมแล้วกัน กินไป 1 ลูกทั้งวัน มื้อละครึ่งลูก ก็อิ่มและแอบเบื่อเพราะไม่ค่อยชอบกินรสชาดเดิมๆ แหะๆ ฉี่บ่อยมากเป็นท่อแตกเลยวันนี้ ส่วนพลังงานมันขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวมีแรงเต้นบ้าๆ เดี่ยวนอนซม แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีแบบเบื่อๆแตงโม ส่วนอีน้องก้อนในจั๊กแร้ที่คาดว่ามันน่าจะหายไปมันก็หายไปแล้วจริงๆ ถือเป็นรางวัลจากการอดอาหารรักษาตัวเองที่ได้ผลและคุ้มค่าจนแอบติดใจ เพราะนอกจากจะหายปวดจั๊กแร้และไม่มีก้อนให้กวนใจแล้ว เฟิร์สยังผอมลงด้วย ดีใจมากค่ะ กลับมาใส่เสื้อยืดสุดที่รักที่เคยรัดติ้วติดช่วงแขนล่ำได้ในพริบตา แอบติดใจการฟาสต์ คิดว่ามีหนหน้ามีอีกแน่นอน
 
 หากใครสนใจอยากรักษาตัวเองด้วยวิธีอดอาหารก็มีออพชั่นให้เลือกด้วยนะ อย่างเช่น Juice Fast กินน้ำผักผลไม้ได้ไม่จำกัดแทนมื้อปกติ หรือกินผลไม้ 1 ชนิดทั้งวันก็ได้ อันนี้แล้วแต่ถนัด แต่แน่นอนว่าวิธีนี้ยากกว่าแค่ป่วยแล้วก็เดินไปซื้อยามากินมาก เพราะมันต้องใช้ใจที่หนักแน่นพอสมควร ถือซะว่าเป็นการฝึกความอดทนให้ตัวเองซึ่งผลตอบแทนมันก็คุ้มค่าน่าลองดูซักครั้งสองครั้งในชีวิต ส่วนยาเม็ดแผนปัจจุบันน่ะถึงจะง่ายดี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยสารเคมีที่จะตกค้างในร่างกาย และผลข้างเคียงที่บางทีก็ไม่คุ้มอย่างผมร่วง กินอะไรไม่ได้ผะอืดผะอมตลอดเวลา ไปจนกระทั่งหมดสมรรถภาพทางเพศ บางคนถึงกับแพ้ยาบางตัวกินแล้วแย่หนักกว่าเดิมก็มี นั่นแปลว่ามันไม่ได้ช่วยให้สุขภาพใครดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับทำร้ายสุขภาพซะมากกว่า ลองดูรายงานของ Journal of the American Medical Association (JAMA) บอกว่ามีคนอเมริกันตายเป็นแสนคนต่อปีจากยาที่คนไข้ได้รัับ รวมถึงการผ่าตัดมั่วอีกในช่วงที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล MedicalMistakes Kill 100,000+ Americans A Year



เห็นข้อมูลแล้วปวดใจจริงๆค่ะ  เฮ้อ ทางที่ดีเราควรจะไว้ใจและเป็นห่วงความปลอดภัยของสุขภาพตัวเองให้มากกกว่าฝากชีิิวิตไว้กับคนอื่นนะคะ ที่สำคัญควรรักษาสุขภาพกันไว้ตั้งแต่วันนี้เพื่อป้องกันโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพราะมันไม่ใช่ถูกๆเลยล่ะค่ายา  หรือลองรักษาตัวเองด้วยการอดอาหารขจัดพิษดูอันนี้ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆและไม่ต้องเสี่ยงตายด้วย เอาเป็นว่าขอให้สุขภาพดีแล้วค่ะกัน
ด้วยความปรารถนาดีจาก First on Fire..

อัพเดทนิดนึงสำหรับใครที่อ่านแล้วติดใจ เฟิร์สทำ water fasting รอบสองแล้วก็เขียนแชร์ไว้แล้วรับรองว่าโหดแต่คุ้มโคตรมาฝากค่ะ

อดอาหารล้างพิษ 13 วันเพื่อรักษาโรค