ad code

Thursday, December 29, 2011

ตำนานลับวันคริสต์มาสและเห็ดวิเศษ


ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 เมษายนสองปีที่แล้ว เฟิร์สได้มีโอกาสไปกินข้าวเย็นมื้อแรกกับฝรั่งหนุ่มครูสอนภาษาอังกฤษ บรรยากาศก็เป็นไปอย่างราบรื่นดีตามแผนที่วางไว้ตามสไตล์สาวเซ็กซี่ขี้เล่นและคุยเก่ง (ถุยยย) เราคุยกันหลายต่อหลายเรื่อง แต่ที่ติดใจมากๆจนอยากเอามาเล่าต่อ ก็คือตำนานวันคริสมาสต์ที่ฝรั่งหนุ่มเล่าให้ฟังที่เพิ่งได้ยินนี่แหละ ฟังไปก็แอบเคลิ้มเล็กน้อยเพราะเรื่องมันลึกลับจนคนเล่ามีสเน่ห์ขึ้นมาทันที และเพื่อการอ่านที่ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้เปิดเพลงในวีดีโอด้านล่างแบบคลอไปอ่านไป



เริ่มจากสีที่เป็น Theme คริสมาสต์ เขียว แดง ขาว ที่หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมต้องสามสีนี้  สีเขียวคงเดาไม่ยาก ก็มาจากสีของต้นสนที่ฝรั่งเค้าจะตัดมาเป็นต้นคริสต์มาสนั่นแหละ ส่วนเหตุผลสำคัญที่ต้องเ็ป็นต้นสน ตามข้อมูลจากหนังสือ '' Mushroom and Mankind" เค้าบอกว่า “The Pine tree is one of the well-known central relics of Christmas. Under this tree is where those who are deemed good find their reward in the form of a present. แปลแบบง่ายๆนะว่า "ต้นสนคืออนุสรณ์ของวันคริสต์มาส ใต้ต้นของมันจะมีรางวัลที่เปรียบเสมือนเป็นของขวัญสำหรับคนทำความดี" รางวัลที่ว่านั่นก็คือ Magic Mushroom เห็ดวิเศษที่มีนามว่า  "Amanita muscaria" เห็ดหน้าตาน่ารัก สีแดงจุดขาว ที่มาของอีกสองสีที่เหลือ ความวิเศษของเห็ดนี้ก็คือ
มันจะขึ้นเฉพาะใต้ต้นสน หากผู้ใดได้กินเห็ดนี้เข้าไป ผู้นั้นจะได้มีอันเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์วันเดอร์แลนด์ เห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่ประหลาดผิดรูปผิดไซส์ไปจากเดิม มันอาจจะน่าเกลียดน่ากลัว น่าตะลึงพลึงเพลิด อาจจะมีสีสรรสวยงามวิจิตรบรรจงผิดแผกแตกต่างไปจากที่เคยเห็น แต่ถ้าคุยกันเรื่องนี้ในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าต้องมีคนบอกว่ามันเป็นอาการประสาทหลอนจากเห็ดพิษ เห็ดขี้ควาย ผิดกฎหมายนะ เป็นขี้ยาอะไรรึเปล่า ไม่หรอกค่ะ อย่ามีอคิติกับการเมาพืช มันก็เหมือนกับเวลาที่คุณเมาเหล้าที่ถูกกฎหมายนั้นแหละ จริงๆแล้วอาการที่ว่านั้นต่างจากการเมาแอลกอฮอล์ เพราะอาการเมาเห็ดนั้น เกิดจากสาร Muscimol ในเห็ดที่ส่งผลต่อจิตใจของคนที่กินมันเข้าไป แต่นั่นก็ไม่ต่างกับอาการตอนที่ร่างกายได้รับสาร DMT  ที่ปกติสารนี้มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้วที่ถูกผลิตออกมาโดยต่อมไพเนียลแกลน  หน้าที่ของมันก็คือสร้างฮอร์โมนควบคุมการหลับและตื่น ทำให้เราสามารถเห็นภาพความฝันยามหลับ หรือแม้แต่ตอนที่เราใกล้ตายต่อมไพเนียลแกลนด์ก็จะผลิตสาร DMT เข้าสู่สมอง ทำให้เห็นภาพที่แปลกแตกต่างจากปกติที่เคยเห็นหรืออาจจะทำให้เห็นสวรรค์ มันเลยได้อีกชื่อนึงว่า "ดวงตาที่สาม" ส่วนเจ้าเห็ดอมันนิตาก็ให้ผลในทางเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ชาวไซบีเรียนเชื่อว่าเห็ดอมันนิตาช่วยให้พวกเค้าเข้าถึงจิตวิญญาณ ช่วยให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีิวิตได้ลึกซึ้งขึ้น หนึ่งในความจริงของชีวิตก็คือความตายที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ คนสมัยโบราณนั้นให้ความสำคัญแก่ชีวิตหลังความตายมากกว่าคนยุคนี้ ยกตัวอย่างเช่นคนอียิปโบราณที่ใช้เวลาทั้งชีวิตของพวกเค้าในการเรียนเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย และเตรียมตัวสำหรับวันที่ตัวเองตายทั้งชีวิต

อ่างน้ำเกลือสำหรับประกอบพิธีถอดจิตแห่งวัด Mithrauem 
มีพิธีทางศาสนาอย่างนึงที่ช่วยให้ผู้ที่ศึกษาได้มีประสบการณ์ถอดจิต เรียกว่า O.B.E (Out of Body Experience)  พิธีนี้จะจัดกันในสถานที่คล้ายๆกับวัดแต่คนทำพิธีจะเป็น Shaman หรือหมอผี ภายในจะมีอ่างน้ำเกลือวางเรียงรายกันอยู่ในห้องมืดที่มีรูกลมบนเพดานเพื่อให้ดวงจิตได้ลอยสู่เบื้องบนขึ้นสู่ห้วงจักรวาลได้ ผู้ที่ึศึกษาจะลงไปนอนลอยตุ๊บป่องอยู่ในน้ำเกลือ เหตุผลที่ต้องการให้ตัวลอยก็เพื่อให้เกิดความสงบในจิตใจ ไม่ยินดียินร้ายกับกายหยาบ แต่กำหนดจิตและเพิ่งสมาธิเข้าสู่กายละเอียดหรือกายทิพย์ เห็ดอมันนิตาก็เป็นส่วนนึงในพิธีนี้ด้วย โดยสมาชิกทั้งหมดจะร่วมกันกินเห็ดก่อนลงแช่ในอ่างน้ำเกลือ เรียกว่าเป็น "Sacred Meal" มื้ออาหารอันศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นตัวช่วยในการถอดจิตและเปิดดวงตาที่สามได้ง่ายขึ้น ซึ่งประโยชน์จากการถอดจิตนั้นชาวอบอริจินบอกว่ามันช่วยให้คณ " Dealing with the infinity " ก็คือการจัดการกับชีืวิตหลังความตายที่ไ่ร้จุดสิ้นสุดของเวลา คล้ายๆกับเวลาที่ฝันเวลาหลับ จิตสำนึกของเราจะเปลี่ยนไปรู้สึกในอีกประสบการณ์นึง ที่ไม่เหมือนกันเลยกับตอนปกติที่ตื่นอยู่

ส่วนคุณลุงซานต้า ตัวชูโรงของคริสมาสต์ก็ลึกลับน่าค้นหาไม่ใช่ย่อยเพราะลุงแกไม่ได้เป็นแค่ลุงอ้วนลงพุงธรรมดา จากข้อมูลอ้างอิงจากเรื่องจริงของชาวไซบีเรียนให้ความว่า แท้จริงแล้วลุงซานต้าเป็นถึงหมอผีแห่งไซบีเรีย มีหน้าที่รักษาโรคในเผ่าและสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ด้วย ซึ่งแกก็จะชอบเอาเห็ดวิเศษนี้ไปให้แก่พวกชาวบ้านกินในวันคริสต์มาส ถือเป็นของขวัญศักดิ์สิทธิ์ โดยแกจะใส่หมวกแดงมีจุดสีขาวเลียนแบบสีและรูปทรงของเห็ดอมันนิตา และยังใส่ชุดขาวแดงแมทช์กับหมวกแบบจัดเต็ม  แล้วไม่ใช่แค่เอาไปให้เฉยๆเพราะเดี๋ยวจะไม่ขลัง แกจะทำการตากแห้งเห็ดซะก่อนโดยวางมันลงบนกิ่งไม้ต้นสนอย่างปราณีตบรรจง เป็นที่มาของการประดับประดาตกแต่งต้นคริสมาสต์ด้วยลูกบอลกลมๆบนต้นคริสต์มาสในยุคปัจจุบัน แต่การตากแห้งเห็ดของลุงแกนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยเก๋ หรือเพิ่มความคัลเลอร์ฟูลแต่อย่างใด เหตุผลของลุงแกที่ตากไว้ก็เพื่อให้เห็ดแห้ง มันจะช่วยลดความเป็นพิษในเห็ดให้น้อยลง แต่ไปเพิ่มความเข้มข้นของสาร Muscimol ให้แรงขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการเมาเห็ดได้อย่างแรงขึ้นอีก  วิธีแจกเห็ดวิเศษของลุงแกนั้นก็ไม่ธรรมดา เนื่องจากในวันคริสต์มาสจะมีหิมะเยอะและสูงปิดประตูหน้าจนเข้าไม่ได้ ลุงแกจึงปีนเข้าไปในบ้านทางปล่องไฟแทน เรื่องนี้ก็ไปโยงกับธรรมเนียมฝรั่งในวันคริสต์มาสพอดี ที่เด็กๆเค้าจะเอาถุงเท้าไปแขวนเอาไว้ที่ปล่องไฟ รอให้ซานตาคลอสมาหย่อนของขวัญใส่ในถุงเท้า แต่ถ้าเป็นสมัยนี้เด็กๆคงไม่ได้อยากได้เห็ดเป็นของขวัญ เพราะจากที่ฟังข่าวมาลุงซานต้ายุค 2011 โดนเด็กน้อยขู่ฆ่าให้รีบเอา BB  และจัสติน บีเบอร์ตัวเป็นๆมาให้แทน http://kunginternews.blogspot.com/2011/12/13.html




เรื่องสุดท้ายที่จะขาดเสียมิก็คือน้องกวางเรนเดียร์ สัตว์ 4 ขา รับหน้าที่แว๊นซ์ให้แก่ลุงซานต้า พวกมันมีที่มาจากไซบีเรียเช่นกัน ส่วนทำไมที่ต้องเป็นกวางเรนเดียร์ เป็นน้องกวางเชียร์เบียร์แทนได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้เพราะกวางเรนเดียร์คุณสมบัติเพียบและพร้อมกว่ามาก พวกมันทนอยู่ในที่ที่มีอากาศหนาวหิมะปกคลุมอย่างไซบีเรียได้ดี  อีกทั้งกวางเรนเดียร์ทำประโยชน์ให้กับมนุษย์หลายอย่าง เช่น เป็นอาหารให้คนกินได้ตอนที่มันตาย (โถอันนี้แอบเศร้าอะตะเอง) ช่วยลากรถลากเลื่อนให้เคลื่อนที่บนหิมะได้สะดวก (ดีนะอันนี้) และผิวหนังของมันก็เลาะเอามาทำเป็นเสื้อผ้ากันหนาวได้อีกด้วย (ใจร้าย T ^ T) ที่สำคัญกวางเรนเดียร์ยังชอบกินเห็ดวิเศษมาก ถือเป็นของโปรดสุดๆแบบเอาโกเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม พวกมันจะคุ้ยๆๆเขี่ยๆๆ เอาจมูกดุนๆๆหาเห็ดใต้ต้นสนผ่านหิมะ  หลังจากกินเสร็จแล้ว ช่วงเวลาแห่งจินตนาการอันบรรเจิด ความหฤหรรเร้าใจก็เกิดขึ้น ใช่ค่ะ กวางมันจะเมาเห็ด ม่านตาจะขยายใหญ่ เดินเริ่มไม่ตรงทาง ลุงซานต้าจะกินเห็ดวิเศษและดื่มฉี่ของกวางเรนเดียร์ด้วย (อารมณ์คล้ายๆจิบฟองเบียร์รึเปล่า) ณ จุดนี้ ทั้งลุงซานต้าและกวางเรนเดียร์ก็จะเมา รู้สึกตัวเบาๆลอยได้ จินตนาการไปว่าได้เหาะขึ้นกลางเวหาขึ้นสู่อวกาศไปแจกของขวัญในวันคริสต์มาสอย่างหรรษา แม้แต่เสียงหัวเราะ "โฮะ โฮะ โฮะ " ก็เป็นเสียงหัวเราะแบบอารณ์ดีสุดๆ จากการเมาเห็ดวิเศษนั่นเอง

วีดีโอนี้เป็นภาพของกวางเรนเดียร์กำลังหม่ำหม่ำเห็ดวิเศษ เิชิญรับชมได้


เอาล่ะค่ะ  จบแล้วกับตำนานคริสต์มาส ประทับใจกับตำนานน่ารักและศักดิ์สิทธิ์ของ Magic Mushroom กันบ้างรึเปล่า ส่วนเฟิร์สคิดว่าน่าประทับใจ และน่าค้นหากว่าเรื่องซานตาคลอสกับโคคาโคล่าเยอะเลยอะค่ะ  แต่ที่ประทับใจไม่มีวันลืมก็คือฝรั่งหนุ่มคนนั้นที่ปัจจุบันกลายมาเป็น My คู่หมั้นแล้วล่ะคร่าา  ^ ^ ถ้าผู้อ่านท่านไหนยังอยากรู้เรื่องเห็ดวิเศษมากกว่านี้ก็เชิญรับชมได้ที่ atlanteanconspiracy ค่ะ นี่แหละเว็บไซต์ของเค้า

                       M e r r y   M u s h r o o m s   
                                                                           & 
                         H a p p y   N e w Y e a r 
                                                         2 0 1 2




2 comments:

Ice said...

เคยลองเห็ดกับSalviaครับ เล่นเอาเกือบแย่ คงเพราะจิดใต้สำนึกผมมันDarkเกินไปมั้งครับ เลยเห็นแต่ภูตผีปีศาจทั้งนั้นเลย ^^"

First said...

ก็ยังถือว่าสุดยอดนะที่เคยลอง ^ ^ เฟิร์สเองยังไม่เคยกินทั้งเห็ดและ Salvia นะ แต่คนที่ลองแล้วเค้าฝากมาบอกว่าดีจังเลยที่คุณไอซ์ไม่โทษว่าพืชทำให้คุณเห็นสิ่งน่ากลัว แต่รู้ัตัวว่ามันเิกิดจากจิตใต้สำนึกของคุณเอง เพราะคนส่วนใหญ่เวลาเห็นภาพอะไรแบบนี้เค้าจะชอบโทษว่าพืชมันแย่อะค่ะ -*-