ad code

Monday, December 5, 2016

7 ปีวีแกน : ป้องกันและรักษาโรคได้



เราทุกคนเกิดมาเพื่อค้นหาภารกิจของชีวิตแล้วทำมันให้สำเร็จก่อนที่จะจากโลกนี้ไปอย่างไม่เสียดายชาติเกิด และร่างกายของเราก็เปรียบเสมือนยานพาหนะที่จะนำพาไปสู่จุดหมายนั้น หากมันไร้ซึ่งพลังงาน ติดๆดับๆ หรือบรรทุกมากเกินไปก็ยิ่งทำให้ไปถึงเป้าหมายชีวิตได้ยากกว่า มันถึงมีคำกล่าวที่ว่า "Health is Wealth" สุขภาพดีคือความมั่งคั่งอย่างแท้จริง สิ่งจำเป็น 3 อย่างที่ทำให้มีชีวิตอยู่รอดได้คือน้ำ อากาศ และอาหาร ดังนั้นเราต้องใส่ใจกับสิ่งที่เราเอาใส่ปากให้มากเท่าชีวิต เพราะถ้าขืนกินอย่างไร้สติ ปัญหาสุขภาพย่อมตามมาแน่ๆ เฟิร์สเล่าไปแล้วในตอนที่หนึ่งว่าสิ่งแรกที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นวีแกนก็คือเพื่อลดความอ้วน แต่ก็ได้โบนัสเป็นสุขภาพที่ดีขึ้นเป็นของแถม ก็เลยอยากแชร์สำหรับใครที่มีปัญหาสุขภาพเหล่านี้เผื่อจะช่วยให้ใครหายดีขึ้นบ้าง อยากแรกที่หายไปเลยก็คือ



"กินอาหารแย่ๆ กินยาไปก็ไม่ช่วยอะไร
เปลี่ยนมากินดีๆ ยาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป"
กรดไหลย้อนๆๆ ไหลขึ้นลิ้นปี่ทรมาน เป็นหนักสุดช่วงที่กินโลว์คาร์บ เน้นกินเนื้อสัตว์นมไข่ทุกมื้อหลายปี อึดอัดในท้อง เรอก็ยาก ต้องพกยาธาตุไปทุกที่บางทีก็จิบอีโน ถ้าเสิร์ชวิธีรักษาจากในเน็ตเค้าก็จะบอกว่าสาเหตุมันมาจากที่เรากินรสจัดเกินไปมั่งล่ะ กินแล้วนอนเลยมั่งล่ะ หรือออกกำลังกายหลังกินเสร็จเร็วไป แต่ตอนนี้รู้แล้วนะว่าไม่เกี่ยวกับสาเหตุพวกนั้นแม้แต่ประการนึง มันมาจากอาหารที่เรากินนี่แหละ ถ้ากินอาหารที่เป็นกรดต่อร่างกาย มันก็จะมีกรดในกระเพาะ ทางแก้ก็คือต้องกินอาหารที่มีค่า PH เป็นด่าง (ไม่ใช่อีด่างนะ) คือเป็นพวกผักผลไม้ค่ะ กินเข้าไปเลยต่อให้กินอิ่มแล้วนอนแล้วไหลย้อนขึ้นมาในคอก็ไม่แสบ ถ้าใครทรมานจากโรคนี้แนะนำเลยว่าให้ลดเนื้อสัตว์ นม ไข่ แล้วกินผักผลไม้ให้เยอะกว่า รับรองว่าหายขาดแบบไม่ต้องกินยา คอนเฟิร์มเลย




Alkaline คืออาหารที่มีค่าเป็นด่าง PH 10-8 ดีต่อสุขภาพ Acid PH 6-1 เป็นกรดมีฤทธิ์กัดกร่อน และมันไม่ได้มีแค่ในน้ำกรดที่ไว้สาดหน้า แต่ในอาหารก็เช่นกัน ถ้าอยากหายขาดจากกรดไหลย้อนเน้นกินอาหารที่เป็นด่างให้เยอะ กรดให้น้อย และจริงๆแล้วมันไม่ได้อยู่แค่ในกระเพาะแต่ทำให้เลือดก็เป็นกรด เกิดอักเสบภายใน ( Inflammation)  แปลว่ายิ่งเพิ่มโอกาสให้ตัวเองเป็นมะเร็งมากเท่านั้น เพราะมะเร็งไม่สามารถเกิดได้ในร่างกายที่มีค่าเป็นด่าง  ที่แนะนำให้เลี่ยงเลยคือเครื่องดื่มที่เป็นกรดสูงมากที่สุดคือน้ำอัดลมสีดำ Pepsi 2.53 ส่วนโค้กกรดสูงกว่า 2.52 เป็นเครื่องดื่มที่หมอฟันห้ามถ้าไม่อยากให้ฟันเสียเร็ว และคิดดูว่าถ้ามันทำร้ายกันตั้งแต่ในปากแล้วมันจะทำอะไรกับอวัยวะภายในเราบ้าง!? 


อีกหนึ่งอาการที่หายไปหลังเปลี่ยนมากินวีแกนคืออาการถ่ายแล้วมีเลือดออกที่เราเรียกเค้าว่าริดซี่ เพราะกินพืชผักผลไม้มีกากไยไฟเบอร์เยอะขึ้น ซึ่งจำเป็นมากๆกับระบบขับถ่ายต่างจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และไข่ที่ไม่มีไฟเบอร์เลย

Fiber is Your Friend

วีแกนช่วยให้ผมงอกได้ยาวกว่า :D
นอกนั้นผิวพรรณยังดีขึ้นด้วย  ผื่นที่เคยเป็นตลอดตั้งแต่เด็กๆเพราะผิวแห้งก็น้อยลง หลังจากทำดีท็อกซ์ล้างพิษไปปีที่แล้วผื่นหายขาดไปเลย และที่ชอบมากๆที่สุดเหมือนปาฎิหารย์ก็คือผมมันยาวและหนาขึ้นแบบที่คิดว่าจะไม่มีวันนี้ซะแล้ว ตอนนี้เหมือนฝันเป็นจริงเพราะเคยแอบน้อยใจมาทั้งชีวิตว่าทำไมไม่มีโอกาสผมยาวเลยเนินอกเหมือนผู้หญิงคนอื่นเค้าบ้าง คือมันร่วงก่อนตลอด ต้องเดินเข้าร้านต่อผมหลายปีเพื่อโอกาสปลอมๆนั้น แต่ตอนนี้ผมยาวสมใจเหมือนเกิดใหม่เลยจร้า ผลมาจากเลือดในร่างกายมันสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงผิวและหนังศรีษะได้ดีขึ้นเพราะไขมันสัตว์ในเส้นเลือดมันอุดตันน้อยลงค่ะ


อาหารวีแกนยังช่วยรักษาโรคร้ายแรงได้ด้วยนะ มีคนเยอะมากๆที่รักษาตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป เลยอยากเอามาเป็นตัวอย่างให้ใครที่อยากรักษาตัวเองได้ลองดู



คริส คาร์
หลังจากโดนวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนชนิดหายากมากระยะที่หก แถมดันเลือกไปหาหมอวันวาเลนไทน์ด้วยเพราะตอนแรกคิดว่าเป็นแค่โรคกรดไหลย้อนเฉยๆ หมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาเนื้องอกในตับออกบวกกับกินยารักษา แต่คริสปฎิเสธและหยุดไปหาหมอคนนั้น แล้วเปลี่ยนมาเป็นวีแกนตามที่หมออีกคนนึงแนะนำแทน ตามด้วยการนั่งสมาธิ, ทำโยคะ, จูซซิ่งหรือกินน้ำผักผลไม้แยกกากทุกวัน พยายามผ่อนคลายไม่เครียด หลังจากนั้นเนื้องอกก็หายไป มะเร็งก็หายด้วย คริส เลยเขียนหนังสือที่ชื่อ Crazy Sexy Cancer จนดังมากและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้มีความหวังว่าจะหายและมีไลฟ์สไตล์แบบใหม่ที่ช่วยให้สุขภาพดีป้องกันมะเร็งได้ในระยะยาว

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกทำก็ออกมาประกาศเป็นทางการแล้วด้วยนะว่าบรรดาเนื้อสัตว์แปรรูป อย่างไส้กรอก เบคอน ซาลามี่ นักเก็ต ฯ คืออาหารก่อมะเร็ง และไม่ต้องกินจะดีกว่า 

บิล คลินตัน
โรคหัวใจคือโรคที่ฆ่ามนุษย์เป็นอันดับหนึ่งมาหลายร้อยล้านศพทั่วโลก อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็เคยเป็นและเคยผ่านการผ่าตัดบายพาสหัวใจมาแล้ว เค้าเลยตัดสินใจเปลี่ยนมากินวีแกน คอเรสเตอรอลในเส้นเลือดลดลง น้ำหนักก็หายไปสิบโล นีคือสิ่งที่บิลอยากบอก "ผมกินพืชกระกูลถั่ว, ผัก, ผลไม้ แล้วก็มีเครื่องดื่มโปรตีนทุกเช้า แต่ไม่ผสมพวกผลิตภัณฑ์นมนะ ใช้นมอัลมอนด์ผสมกับผลไม้แล้วก็ผงโปรตีน ช่วยเรื่องระบบเผาผลาญอาหารของผมให้ดีขึ้นด้วย น้ำหนักลดไป 10 กิโลกลับไปหุ่นเท่าตอนที่อยู่ไฮสกูลเลย จริงๆผมไม่ได้กะจะลดความอ้วนหรอก แต่หลังจากผ่าตัดหัวใจแล้วหลอดเลือดหัวใจมันจะตีบลงอีก ทำให้คอเรสเตอรอลอุดตันเหมือนเดิม ผมเลยไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว ก็เลยหาข้อมูลเจอว่าตั้งแต่ปี 1986  คนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ นม ไข่ ซักระยะนึงหลอดเลือดของเค้าจะสะอาดขึ้น หายจากไขมันอุดตันในเส้นเลือดด้วย" 


เบาหวาน 
โรคที่หมอบอกว่าไม่มีทางรักษาหายได้ต้องกินยาลดระดับน้ำตาลในเลือดตลอดไป เป็นสาเหตุของโรคหัวใจตามมา แถมก่อนตายอาจตาบอดโดนตัดขาก่อน แต่ไม่ต้องกลัวไปเพราะหลายคนก็หายได้แค่เปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติแบบวีแกน หมอมักจะบอกว่าให้เราหยุดกินหวานกินแป้งผลไม้ก็ห้ามกิน แต่จริงๆแล้วเบาหวานไม่ได้เกิดจากกินหวานมากไป เราทุกคนใช้พลังงานจากน้ำตาลเป็นกฎธรรมชาติ   เพราะฉะนั้นมันเรื่องปกติที่สุดที่เราจะกินหวาน  มี Fruitarain หรือวีแกนชนิดกินเฉพาะผลไม้เพียวๆอย่างเดียวเลย พวกนี้สุขภาพดี หุ่นบางเพราะไขมันต่ำ  ผลตรวจระดับน้ำตาลในเลือดของพวกนี้ไม่มีปรากฎว่าสูงกว่าปกติแถมมันช่วยให้ค่าน้ำตาลลดลงด้วยซ้ำไปค่ะ    เพราะจริงๆแล้วสาเหตุของเบาหวานเมันเกิดจากการกินไขมันมากไปโดยเฉพาะจากสัตว์ กินนานๆเข้ามันก็ไปบล็อคในหลอดเลือดขัดขวางการทำงานของอินซูลินที่ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำตาลไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย พอตรวจเลือดก็เจอค่าน้ำตาลสูงกว่าปกติ และมันก็ไหลวนอยู่ในเส้นเลือดทำร้ายตัวเอง ดังนั้นต้องรักษาด้วยการทำให้ไขมันที่เคลือบอยู่ลดลงด้วยการกินอาหารไขมันต่ำอย่างผักผลไม้  


ถ้าสนใจอยากรักษาเบาหวานด้วยวิธีนี้ อยากให้ลองดูสารคดี "Simply Raw Reversing Diabetes in 30 days" ที่เอาคนที่ป่วยด้วยโรคนี้มาเข้าแค้มป์ Raw Vegan หรือกินแต่พืชผักผลไม้ถั่วสดๆ เป็นเวลา 30 วัน จะเห็นว่าเค้ากินอะไรกันบ้าง ไม่ได้น่าเบื่อเลยนะมีการทำเค้ก ทำช็อกโกแล็ตด้วย และทุกคนมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงจนบางคนก็หายเป็นปกติ ไม่ต้องฉีดอินซูลิน ไม่ต้องกินยาอีกเลยแถมน้ำหนักลดลงด้วย

      หมอนีล บาร์นาร์ด รักษาคนไข้หายขาดจากโรคเบาหวาน,หัวใจ ด้วยการแนะนำคนไข้ให้กินวีแกน


สงสัยมั้ยว่าถ้าวีแกนช่วยรักษาและป้องกันโรคแล้วทำไมหมอส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เป็นวีแกนกันให้หมดล่ะ? เราจะได้ยินกันบ่อยๆว่า "กินได้หมอไม่ห้าม" ด้วยซ้ำไป และสาเหตุที่หมอไม่ห้ามก็เพราะว่าหมอไม่ได้เน้นเรียนเรื่องอาหารกันซักเท่าไหร่ มีการสำรวจจากวิทยาลัยแพทย์ 106 แห่งในอเมริกาพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วหมอเรียนเกี่ยวกับอาหาร 25 ชั่วโมงเท่านั้นภายใน 4 ปีที่เรียนแพทย์  หมอ Michael Greger เล่าว่า
"ตอนที่เรียน เราไม่ได้ถูกสอนมาให้บอกกับคนไข้ว่าจะดูแลตัวเองให้ดียังไงทั้งเรื่องอาหารและการออกำลังกายน่ะสิ"   

น้องคนนึงที่อ่านบล็อกเฟิร์สเรียนหมออยู่ปี 3 เล่าว่า
"ใช่ค่ะ ไม่ได้เรียนเรื่องอาหารเลย พวกสารอาหารยังไม่ได้เรียนเลย แพรวอยู่ปีสามตอนนี้เรียนแต่พวกยาแล้วก็ชันสูตร ความจริงก็อยากเรียนอาหารเหมือนกันแต่ไม่มี มีคล้ายๆพวกวิตามินแต่มันก็เบสิก" 

โชคดีที่ตอนนี้เริ่มมีหมอสนใจศึกษาเพิ่มเติมให้เห็นกันบ้างแล้วที่แนะนำให้คนไข้เปลี่ยนแปลงและแก้ไขที่ต้นเหตุของโรคนั่นคืออาหารที่เรากิน ยังไงก็ตามเราก็ควรที่จะต้องเป็นคนรับผิดชอบและกุมบังเหียนสุขภาพของเราเองอยู่ดีเพราะการมีอำนาจที่จะดูแลสุขภาพตัวเองได้ย่อมรู้สึกดีกว่าจะฝากไว้ในมือคนอื่นใช่มั้ย ไม่ได้บอกว่าอย่าไปหาหมอ เพียงแต่ต้องรู้ว่าหมอชำนาญในเรื่องไหน ถ้ากรณีที่ต้องการผ่าตัด หรือเกิดอุบัติเหตุแบบนั้นหมอจะช่วยเราได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคเราต้องหาข้อมูลและระวังเอาเอง อย่ารอให้หัวใจวายแล้วโทรให้รถพยาบาลมารับเลยค่ะ


ตอนหน้าจะมาต่อกันเรื่องสุขภาพจิตใจกันบ้างว่าวีแกนช่วยได้อย่างไร สู้ๆนะสำหรับใครที่สนใจการกินแบบนี้ มีอะไรอยากรู้ถามไว้ในคอมเม้นท์หรือเข้าไปที่ www.facebook.com/firstonfire ได้เลยค่ะ และถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์ก็ช่วยกันแชร์นะคะ ขอจบบทความนี้ด้วยภาพนักกีฬาวีแกนเผื่อใครสงสัยว่าคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์จะแรงน้อยผอมปวกเปียกหรือเปล่า? 


 Patrik Baboumian  เจ้าของตำแหน่งคนที่แข็งแรงที่สุดในโลกยกได้ 555 กก.

Scott Jurek แชมป์โลกอัลตร้ามาราธอน

Nate Diaz นักสู้ MMA



Saturday, November 26, 2016

7 ปีวีแกน : รูปร่างดีแบบเสถียร

วีแกน (Vegan) คือคำนิยามที่ใครซักคนในอดีตใช้เรียกคนที่มีวิถีชีวิตกินพืชผักผลไม้ (Plant Based Dietและพยายามหลีกเลี่ยงการทำร้ายทรมานสัตว์ทุกรูปแบบ ปีนี้เข้าปีที่ 7 แล้วที่เฟิร์สหยุดกินสัตว์ หลังๆก็ไม่กินไข่นมเนยชีสแล้วจนตอนนี้เป็นวีแกนเต็มตัว ประโยชน์ที่ได้มีหลายอย่างมากจนเขียนใน 1 บทความจะยาวไม่ทันใจกว่าจะได้โพสก็กลัวตัวเองจะขี้เกียจ และคนอ่านหมดแรงก่อนอ่านจบ เลยขอแบ่งหลายตอนหน่อย อย่างแรกที่ทำให้ตัดสินใจหยุดกินเนื้อสัตว์แต่แรกก็คือ แต่น แตนนนน

รูปร่างดีขึ้นแบบเสถียร!

Before Vegan
สาบานว่านั่นขาคน?!
เฟิร์สอ้วนมาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มกินยาลดความอ้วนตั้งแต่ 17 และกินติดต่อกัน 6 ปีแต่เกือบตายกลางดึก หลัง
จากนั้นก็ลองอย่างอื่นมาหลายวิธีเช่นกินอาหารเสริมไร้สาระแบบที่เห็นกันตามฟีดเฟซบุ้ค นั่นน่ะ แต่มันก็ไม่มีวิธีไหนทีได้ผลจริง หยุดกินปั๊บอ้วน หรือจะเป็นวิธีทรมานสังขารตนอย่าง Low Carbs กินแป้งน้อยเน้นเนื้อนมไข่ แต่ใจมันอยากแป้งตลอดเวลา มันผอมลงจริงแต่ไม่มีแรง จนสุดท้ายก็ต้องยอมกินมันซะเลยและแต่ข่าวร้ายคือโยโย่เด้งกลับไปไกลกว่าเดิม บึ้มม หน้าปริสิคะ อ้วนตัวแทบแตกชนิดที่เพื่อนทักว่าเฟิร์สมึงท้อง!? เสียเซ้ลฟ์หนักมากจริงๆ ใส่อะไรก็รัดติ้วท่อนขาท่อนแขนนี่ใหญ่มากๆ เป็นช่วงชีวิตที่พยายามคุมน้ำหนักแบบกินแป้งน้อยเน้นเนื้อนมไข่ มื้อเช้านมจืด 2 กล่อง กลางวันเสต็กไก่หมูกับผักเล็กน้อย มื้อเย็นกินชีสกับไส้กรอก ไม่กินแป้งเลย งดข้าวขนมปังและพวกเส้นๆ ถ้ากินก็ล้วงคอออกหรือเคี้ยวแล้วคาย >_< ก็ผอมลงในช่วงแรกที่ทำแต่อึดอัด ท้องผูก ไม่มีแรง สมองไม่แล่น ฝืนสังขารทำอยู่สองสามปี แบบเดี๋ยวอ้วนเดี๋ยวผอมเพราะถ้าดันกินแป้งก็อ้วนเด้ง ก็ต้องกลับไปเริ่มงดแป้งใหม่ การอยู่ในวงจรทรมานมากจากอาการอยากแป้งตลอดเวลาทำให้อารมณ์เสียหลุดง่ายมากพาลคนรอบข้างตลอดเวลา แรงก็น้อย บางทีไปเซเว่นแถวบ้านยังเรียกแท็กซี่ 

แต่เหมือนโชคจะอยากช่วยชีวิตคนอ้วนๆไว้ เพราะได้เจอและเดทหนุ่มวีแกนพอดี๊ ก็เลยมีโอกาสได้ลองหยุดเนื้อสัตว์แบบจริงจังดูบ้างเพราะเวลาเราอยู่กับคนที่เค้าไม่กินเนื้อสัตว์อะไรๆมันก็ง่ายขึ้นและได้กำลังใจที่ดีด้วย ก็ค่อยๆลดเนื้อ นมไข่ แล้วใช้วิธี  Vegan Hi Carbs Low Fat เปลี่ยนมากินแบบนี้ได้ประมาณสองสามปีหุ่นก็เริ่มเข้าที่แบบนี้ แบบนี้


Vegetarian / Vegan


นั่นคือผอมลงเรื่อยๆ แบบไม่กลับไปอ้วนอึดอัดพุงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรจะมีความสุขไปกว่าการประสบความสำเร็จในการค้นพบวิธีรักษารูปร่างแบบไม่ต้องเสียเงินซื้อยาหรืออาหารเสริม ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องนับแคล กินข้าวไม่นับจาน เน้นอย่างเดียวคือพยายามไม่กินของทอดและพวกอาหารน้ำมันเยิ้มๆ เป็นการลดความอ้วนที่พิสูจน์แล้วว่ามันเวิร์คตลอด 6 - 7 ปี สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ว่าวีแกนคือการกินที่ไม่ฝืนหลักธรรมชาติแต่มันใช่มากๆ ก็คือหลังหยุดกินเนื้อสัตว์ได้ซักประมาณ 1 ปีร่างกายเริ่มปรับตัวได้ก็ไม่อยากกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกเลย ต่างกับตอนอยากแป้งโดยสิ้นเชิงที่เห็นข้าวเห็นขนมปังแล้วน้ำลายกลบปากทันที เพราะงั้นการกินแบบวีแกนจึง ไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่ต้องฝืนใจและทรมานร่างกายแต่เป็นไลฟ์สไตล์ยั่งยืนที่ทำได้จริงตลอดไป ความสุขที่เคยหดหายในช่วงที่อดแป้งหลายปีมันก็กลับมาเพราะกินแป้งได้เท่าที่ต้องการ พลังงานมากขึ้น เดินได้เยอะและไกลขึ้น โล่งใจซะทีที่ไม่ต้องกังวลว่าจะกลับไปอ้วนอีก ออกมาจากวงจรอุบาทว์ที่เดี๋ยวอ้วนเดี๋ยวผอมได้ถาวร บอกเลยว่าดีใจมากที่ตัดสินใจเปลี่ยน :D


เจอข้อมูลที่อยากนำเสนอเป็นหลักฐานเล็กน้อยเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยในคนอเมริกันหลายพันคนมาหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อหาว่ากินแบบไหนทำให้น้ำหนักเกินมาตราฐานเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากที่สุด โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ 

1) S.A.D (Standard American Diet) หรือ Meat Eater คือกินเนื้อนมไข่ทุกวัน 
2) Flexitarian กินนมไข่ทุกวัน แต่จำกัดการกินเนื้อเหลือเดือนละ 2-3 ครั้ง  
3) Vegetarian แบบมังสวิรัติไม่กินเนื้อ แต่ยังกินนมไข่
4) Vegan ไม่กินทั้งเนื้อนมไข่

ผลคือสามแบบแรกมีน้ำหนักเกินมาตราฐาน มีแค่วีแกนเท่านั้นที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งๆที่วีแกนไม่ได้ออกกำลังกายมากกว่าแถมบางคนน้อยกว่าคนกินเนื้อด้วยซ้ำ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าในเนื้อสัตว์นมไข่อุดมไปด้วยไขมันสูงพอกินเป็นประจำก็ทำให้มีไขมันสะสมผลคืออ้วนกว่าเกณฑ์ 



ซึ่งปัจจุบันคนไทยเราก็ไม่น้อยหน้าฝรั่งอแมริกันนับวันจะอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ถูกจัดให้เป็นอันดับสองของประเทศเอเชียอาคเนย์แล้ว และมันมาจากวัฒนธรรมการกินที่เปลี่ยนไปหลังจากมีร้านเฟรนไชส์เข้ามาขายในประเทศเราที่เน้นกินอิ่มด้วยเนื้อนมไข่ชีสเป็นหลักอย่างไก่ทอดผู้พันเอย พิซซ่าชีสตูมแกล้มปีกไก่ เสต็ก แฮมเบอร์เกอร์ ฮิตสุดหมูกระทะซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์ ส่วนประเทศที่บริโภคข้าวมากที่สุดอย่างเวียดนามที่แต่ละมื้อก็เสิร์ฟพร้อมผักเป็นกระด้ง คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ยังรักษาหุ่นไว้ได้ดีที่สุด


เอาล่ะ สำหรับใครที่อ่านแล้วอยากลองลดด้วยวิธีนี้ขอเชียร์เลยนะ และถ้าลองเสิร์ชกูเกิ้ลอิมเมจ Vegan Girls, Vegan Guys ดูจะเห็นว่าแต่ละคนนางรูปร่างดีมาก และเค้ากินกันเยอะนะไม่ได้น้อยๆเลยประมาณ 2,000 - 3,000 แคลอรี่ขึ้นไปกันถ้วนหน้าเพียงแต่ต้องเลือกกินเฉพาะที่ดีต่อสุขภาพและไขมันต้องต่ำ พวกเนื้อปลอมทอดเต้าหู้ทอดอมน้ำมันก็อย่ากินบ่อย เน้นผักสดผลไม้เยอะๆเพื่อระบบร่างกายภายในจะได้มีสุขภาพดีด้วย จากประสบการณ์บอกได้ว่าการกินแบบวีแกนคือแบบที่ใกล้เคียงกับที่ธรรมชาติกำหนดมาที่สุดแล้ว และธรรมชาติย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เราเสมอ ถ้าสนใจแต่ยังทำไม่ได้ 100% ลองทำแบบลดอาทิตย์ละ 1 วันก่อนก็ได้นะคะ เพราะจากผลของ Meatless Monday ที่คนอแมริกันทำกันคือไม่กินเนื้อในวันจันทร์ก็ทำให้ผอมลงได้เหมือนกัน


เอารูป Before and After ของวีแกนคนอื่นๆ มาให้ยลกันเป็นแรงบันดาลใจตบท้าย




Wednesday, September 30, 2015

อดอาหารล้างพิษ 13 วันเพื่อรักษาโรค


เมื่อเดือนที่แล้วได้อดอาหารล้างพิษรอบ 2 ของชีวิต จริงๆตั้งใจจะทำซัก 14 วันแต่สุดท้ายไม่ไหวได้แค่ 13 วัน >_<  ก็รู้สึกเฟลเล็กน้อยแต่ไม่เป็นไรถึงจะทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ก็ยังอยากจะเล่าให้ฟังอยู่ดี ส่วนที่ตัดสินใจทำอีกเพราะร่างกายเริ่มมีอาการแปลกๆหลายอย่างมาซักพักละ เลยอยากดีท็อกซ์ทั้งสารพิษและฮอร์โมนสะสมในร่างกายจากที่กรอกยาคุมเข้าปากทุกวันมาหลายปี ตอนแรกคิดว่าหยุดยาแล้วร่างกายจะดีขึ้นที่ไหนได้เหมือนผลข้างเคียงแย่ๆมันมาโผล่เอาอีตอนหยุดยานี่แหละ เช่นประจำเดือนมาไม่ตรงหลายเดือน, เดือนที่แล้วไม่มาเลย, อาการ PMS ทั้งปวดหลัง, ปวดไมเกรน, สิวตรงแก้มที่ไม่ค่อยขึ้นก็ขึ้น แต่ที่แย่สุดๆคืออ้วนขึ้นเร็วมากแล้วลดยากด้วย ต่อให้กินโลว์แฟต-ออกกำลังกายทุกวันก็ไม่ช่วย T_T ซึ่งแน่นอนว่าการอดอาหารครั้งนี้ก็จะช่วยให้ร่างบวมๆยุบลงแต่ก็โย่ง่ายถ้าไม่ระวังการกินและขี้เกียจคาร์ดิโอ้ และสุดท้ายที่เป็นแรงจูงใจหลักให้อยากรักษาตัวเองคือระบบขับถ่ายเริ่มแย่ลงมาก ถึงจะขรี้เสมอทุกเช้าแต่หน้าตาเจ้าเปลี่ยนไปไม่ใช่ไส้กรอกเหมือนเคย กลายเป็นมันบดกองใหญ่แทน เห็นแล้วใจเสียมากบ่องตงว่าเริ่มกลัวเป็นมะเร็งลำไส้มากค่ะ อาการกลัวตายนี่แหละคือสิ่งจูงใจหลัก แล้วก็ถือว่าให้โอกาสร่างกายภายในได้ล้างพิษไปในตัวด้วย ครั้งนี้ขอลองทำเพิ่มจากครั้งแรกอีก 10 วัน เป็น 13 วัน มาดูกันเลยว่าอาการแต่ละวันเป็นยังไงบ้าง

Day 1
วันแรกไม่รู้สึกหิวเลยแต่อยากกินมาก พอมื้อเย็นแฟนกินซัลล่า อิชั้นก็ได้แต่ดมกระป๋องซัลล่า มโนว่าได้กินแม้เพียงจะแค่ได้กลิ่น ยิ่งดมก็ยิ่งหอม ก่อนนอนก็คิดไปต่างๆนาๆถึงของทอดที่ไม่เฮลตี้และอ้วน เลยทำให้รู้ว่าเวลาไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวันสมองมันจะสั่งการให้อยากกินอะไรที่แย่ๆไม่หยุด เลยพยายามไม่คิดถึงมัน เข้าเฟซบุ้คก็เจอภาพอาหารรัวๆ เอาเข้าไป - -" วันนี้กินน้ำไปเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าพยายามกินให้ได้เยอะๆ พยายามข่มตาหลับพร้อมกับอยากกินต้มยำปลาเจทอด


Day 2
ตื่นมาพร้อมกับความดีใจที่ผ่านวันแรกมาได้โดยไม่เฟล เดินไปเข้าห้องน้ำและปล่อยบอมบ์ด้วย แปลกดีเมื่อวานไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยแต่มันก็ยังมีกากให้ขับถ่าย รู้สึกมีพลังงานเยอะก็เลยล้างจานที่ดองเอาไว้ซะหน่อยแล้วก็กินน้ำเปล่าทั้งวัน บ่ายสามโมงกินน้ำไปอีก 3 แก้วใหญ่ พอห้าโมงเย็นเริ่มหิวจนแสบท้องไปหมด สงสัยต้องกินน้ำให้เยอะกว่าเดิม เดี๋ยวพรุ่งนี้จะลองวัดใส่ขวดน้ำ 1.5 ลิตรดูดีกว่า จะได้รู้ว่าตัวเองกินไปเยอะแค่ไหน


Day 3
เมื่อคืนนอนเหงื่อออก พอไม่ห่มผ้าก็หนาวสะท้านทรวงต้องใส่ถุงเท้า ตื่นมารู้สึกป่วยๆไม่มีแรงและมึนหัวทั้งวัน แต่สังเกตุว่าไม่ขรี้แร้วนะคะ วันนี้ก็ไม่ค่อยคิดเรื่องอาหาร พยายามใช้เวลาอ่านอะไรไปเรื่อยๆเน้นอ่านเกี่ยวกับการอดอาหารล้างพิษ แล้วก็เขียนไดอารี่เกี่ยวกับมัน ตั้งใจว่าจะดื่มน้ำให้ได้ 3 ลิตร ตั้งแต่เช้าถึงห้าโมงเย็นก็กินไป 1.5 ลิตรละ เหลืออีกครึ่งนึงต้องรับผิดชอบให้หมด สังเกตุว่าตื่นมาฉี่สีเข้ม ต้องกินน้ำให้เยอะกว่าเดิม วันนี้หนาวมากทั้งๆที่ไม่ได้เปิดแอร์ต้องใส่ถุงเท้าและผ้าคลุมไหล่ทั้งวัน บนลิ้นเริ่มมีสีขาวมาเกาะ เป็นสัญญาณว่าร่างกายชั้นกำลังทำการดีท็อกซ์พิษซึ่งจะขับออกทั้งทางผิวหนัง, รูขุมขนไม่เว้นแม้แต่ลิ้นแล้วมันก็จะหนาขึ้นเรื่อยๆจนกว่าร่างกายจะหยุดล้างพิษถึงจะกลายเป็นสีชมพูเหมือนเดิม เรื่องอารมณ์วันนี้ก็นิ่งๆ ไม่ค่อยอยากยิ้ม แต่พอดูอะไรเศร้าๆน้ำตามาเต็มเลยจร้า ห้าโมงเย็นก็เริ่มอยากกินน้ำตก ห้าโมงครึ่งอยากกินของทอดๆ เช่นทอดมัน ก่อนนอนค้นหาแต่วิธีทำชีสวีแกน โอ้ย ยิ่งคิดถึงอาหารท้องยิ่งร้องเหมือนไส้จะละลายรวมกัน ทรมานเหมือนกันนะเนี่ย ให้กำลังใจตัวเองว่าร่างกายจะเข้าสู่โหมด Ketosis เผาผลาญไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทน = ผอมลง คุ้มค่าถ้าจะอดทนให้ได้!


Day 4
ประจำเดือนมาคร่า ดีใจมากๆแต่มันดันมาแบบเซอร์ไพรซ์ตอนที่ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรง เสิร์ชเจอมีผู้หญิงหลายคนเป็นเหมือนกันด้วยนะ วันนี้เลยยิ่งหิวแสบท้องกว่าเดิมอีก อารมณ์ไม่ดีมากๆๆ อารมณ์คนโมโหหิว เผลอกรี๊ดใส่แฟนอีกไม่ดีเลยเฮ้อ พยายามกินน้ำเยอะๆวันนี้กินไป 3 ลิตรตามที่ตั้งไว้ ก่อนนอนคิดแต่เรื่องอาหารอีกแล้ว แถมหิวมาก แสบท้องเป็นระยะๆ แต่มีเรื่องน่าดีใจอย่างนึงคือมีออเดอร์สินค้าที่ขายอยู่เข้ามาพร้อมกันเพียบเลย รับทรัพย์มากที่สุดในเวลาสั้นๆตั้งแต่ขายมา แต่มันดันเป็นช่วงที่ชั้นกำลังร่างกายอ่อนแอนี่สิ จะทำไหวมั้ยไม่รู้วหรอก แต่อยากได้เงินอะคนมันยังไม่รวย เอาวะ สู้ๆ อยากขายค่ะ!


Day 5
วันนี้ตื่นมารู้สึกแย่จุง เกือบไม่มีแม้แต่แรงที่จะใส่ผ้าอนามัย รู้สึกหนาวมากอาการแบบเป็นไข้หนัก ไม่อยากทำงานอะไรทั้งนั้น หน้าที่หลักอย่างเดียวที่ต้องทำในช่วงนี้คือเตรียมเสบียงให้ตัวเองนั่นก็คือน้ำเปล่าวันละ 3 ลิตร แล้วก็จัดเตรียมของที่ลูกค้าสั่งซื้อ นอกนั้นไม่แตะเพราะต้องการพักร่างมากที่สุดแบบไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆทั้งสิ้น ช่วงเวลาแห่งการอดอาหารจึงผ่านไปแบบ นอน-กินน้ำ-กินน้ำอีก-เล่นโทรศัพท์-เสิร์ชร้านอาหารที่อยากไปหลังออกฟาสต์ แต่ยิ่งเห็นรูปก็ยิ่งหิวแสบท้อง-ก็กินน้ำต่อ-ดูยูทูปเรื่อยเปื่อย พยายามเก็บพลังงานไว้อย่างใช้ฟุ่มเฟือยจนไปต่อไม่ไหว แต่ถึงจะพยายามใช้พลังงานน้อยแค่ไหนมันก็ยังหิวอยู่ดี หิวพีคสุดๆตอน 5 ทุ่มทุกคืน แอบท้อหลายครั้งเกือบถอดใจ แต่ท่องไว้ว่าต้องทำได้สิชั้นต้องทำได้ คนอื่นเค้าทำกันนานกว่านี้เค้ายังไม่ตายเลยทำไมชั้นจะทำไม่ได้ล่ะ! บังคับร่างกายไม่ให้กินได้ก็ต้องบังคับใจให้แข็งแรงให้ได้ด้วย เหมือนกับชื่อของมันที่เรียกว่า "Fast" มาจากคำว่า "Steadfast" แปลว่าใจที่เด็ดเดี่ยว มั่นคง แน่นอนกับเป้าหมายไม่ลดละ ..ใจสู้หรือเปล่า ..ไหวมั้ยบอกมา ..เส้นทางของผู้กล้า ศรัธทาไม่เคยท้อ.. ร้องหลายรอบมากต่อวันบอกเลอ!




Day6
โอ้ว วันนี้รู้สึกหนาวกว่าเดิมอีก แต่แปลกมากที่ไม่หิวเลยทั้งวัน ร่างกายคงเข้าโหมด Ketosis เป็นวิธีการเดียวกับคนที่ลดความอ้วนแบบโลวคาร์บ-เน้นกินแป้งน้อยไขมันสูงหรือที่เรียกว่า Atkin's Diet, Low Carb Diet ที่มันผอมลงเพราะปกติร่างกายจะใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นเชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆเหมือนรถต้องการน้ำมัน เมื่อไม่ได้คาร์โบไฮเดรตเพียงพอร่างกายก็จะไปสลายเอาไขมันเก่าและกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน น้ำหนักจะลดลงเร็วประมาณวันละครึ่งกิโล ฟังดูเหมือนดีงามแต่ไม่อยากแนะนำให้ใครใช้วิธีนี้เป็นทางลัดในการลดน้ำหนักโดยตรงนะเพราะมันผอมไม่ยั่งยืน ทำไม่ได้ตลอดเพราะฝืนธรรมชาติ โยโย่ง่าย และน้ำหนักที่หายไปไม่ใช่แค่ไขมันแต่มันไปกินกล้ามเนื้อที่หนักมากกว่าไขมัน 9 เท่าก็เลยเหมือนได้ผลจริงไรจริงเพราะน้ำหนักลดเยอะมาก ทีนี้ก็ผอมแบบเผละๆ เมื่อกล้ามเนื้อน้อยลงเมตาบอลิซึ่มก็ต่ำทำให้อ้วนง่ายผอมยาก ที่สำคัญถ้ากินแป้งไม่พอเป็นเวลานานๆสุขภาพจิตก็จะแย่ลงด้วยไม่สดใสร่าเริง เฉื่อยชาสมองสั่งการช้า พูดง่ายๆก็คือความสุขในชีวิตน้อยลงเพราะถึงจะผอมลงแต่สุขภาพก็แย่ลงด้วย ที่บอกได้เพราะเฟิร์สก็เคยผ่านไลฟ์สไตล์โลว์คาร์บมาแล้วเลยไม่แนะนำแล้วก็จะไม่กลับใช้ชีวิตทรมานตัวเองแบบนั้นอีก

หลายๆคนที่ผอมลงช่วงฟาสต์ก็เหมือนกัน พอหยุดฟาสต์น้ำหนักก็จะเด้งกลับมาเท่าเดิม บางคนมากกว่าเดิมในกรณีที่กินไม่เลือกและไม่ออกกำลังกาย ดังนั้นสิ่งที่กินหลังจากฟาสต์คือตัวแปรว่าจะเด้งกลับมาเยอะแค่ไหน และต้องพยายามออกกำลังกายเยอะๆเพื่อเมตาบอลิซึ่มจะได้สูงขึ้น กินแบบ Vegan Hi Carb Low Fat ให้ได้มากสุด no meat no dairy ไม่กินเนื้อสัตว์ไข่ นม ชีส เนย เน้นรับคาร์บจากพวกผลไม้ ข้าว มันฝรั่ง และพวกเส้นๆแทน



Day 7
วันนี้ครบ 1 อาทิตย์แล้ว ไม่หิวไม่ทรมานอะไร แถมมีแรงมากพอสำหรับทำงานตามสั่งลูกค้าได้สำเร็จเสร็จสิ้น แอบภูมิใจเล็กๆ ^_^ ตกเย็นฉลองให้กับการอดอาหารครบ 1 อาทิตย์ด้วยการล้างท่อให้ตัวเองด้วยชุด colon enema สวนล้างลำไส้ด้วยตัวเองที่แฟนซื้อมาฝาก สังเกตุดูกากเก่าค้างหลายปีที่ออกมาดำปี๋เลยค่ะท่านผู้ชมคะ สะใจสุดๆ มันออกมาแบบไม่ต้องพยายามเบ่งอะไรมากแค่อั้นให้น้ำอยู่ในท้องยังทำได้ยากแล้วก็รู้สึกเหนื่อยกว่าขับถ่ายปกตินะ มีเหงื่อเป็นเม็ดใหญ่ๆเต็มหน้าเลยซึ่งเป็นอาการที่ร่างกายขับพิษออกมา แต่ทำเสร็จรู้สึกดีอะ เหมือนได้ขจัดของเสียกันแบบลึกล้ำเครื่องในสะอาดขึ้นแน่ๆ 

เปรียบเทียบลำไส้แบบสะอาด กับแบบที่มีกากเก่าสะสมในลำไส้



Day 8
วันนี้ตื่นมากับความตะลึงในตัวเองว่านี่ชั้นไม่กินอาหารผ่านมา 1 อาทิตย์แล้วรึนี่ มันช่างประหลาดใจ โดยเฉพาะมันไม่หิวเลยนี่ก็จะเที่ยงแล้ว แต่สิ่งที่หลอนคือผมร่วงฮ่ะ! เวลาเอามือสางนี่หลุดมา 3-6 เส้นเลยนะฮะ T_T เสิร์ชดูประสบการณ์ของคนอื่นก็มีผมร่วงบ้างเหมือนกัน แต่เค้าว่าพอออกฟาสต์แล้วมันจะกลับมาดกดำ "กว่าเดิม" บ้างก็ว่า ไม่ๆ มันไม่ได้หนาขึ้น แต่เพราะช่วงอดอาหารผมมันร่วงเยอะไง ทีนี้พองอกใหม่ก็เลยมโนไปว่ามันหนาขึ้นแต่จริงๆแล้วมันก็เท่าเดิม ถ้าปกติมีผมเส้นเล็กมันก็จะขึ้นมาเล็กเท่าเดิม อืมอันนี้ก็คงต้องรอดูยาวๆสินะ วันนี้เมนส์มาวันสุดท้าย นับได้ก็เป็นครบ 7 วันพอดี ยาวนานทีสุดที่เคยเป็นเมนส์มาเลยก็ว่าได้


Day 9 - Day 11
ในวันที่ฉันหัวฟูปากแห้ง
สามวันนี้เริ่มอาการแย่รู้สึกเหมือนแบตกำลังจะหมด ออกไปส่งของที่ไปรษณีย์ให้ลูกค้าแบบผมไม่หวีหน้าไม่แต่งลิปไม่ต้องแชมพูไม่ใช้  จะเซลฟี่ยังไม่มีแรงยิ้ม เริ่มกลัวว่าจะไหวมั้ยก็ตอนที่เดินออกไปข้างนอกแล้วขากลับเดินกลับไม่ไหวต้องเรียกวิน ช่วงนี้เลยนอนทั้งวันไม่รับออเดอร์ลูกค้าแระ แต่ทำโยคะเบาๆ สังเกตุดูหลายท่าที่เคยยากก็ทำได้ง่ายขึ้น ท้องโล่งที่สุดในชีวิตเลย พอเริ่มรู้สึกหิวก็อัดน้ำเข้าไปเยอะๆ สังเกตุตัวเองว่าประสาทรับกลิ่นมันดีมากแบบเว่อร์ๆ ได้กลิ่นน้ำหอมของคนที่เดินผ่านตรงโถงทางเดินแบบลอยเข้ามาในห้อง, ได้กลิ่นคนข้างห้องกำลังแปรงฟันสระผม แต่ที่หนักคือได้กลิ่นลมหายใจของแฟนซึ่งเป็นกลิ่นแบบที่ผู้ชายๆเค้ามีกันอธิบายไม่ถูก ซึ่งปิกติกลิ่นนี้ต้องเข้าไปใกล้หน้าเค้ามากๆถึงจะได้กลิ่นซึ่งปกติจะชอบนะมันเซ็กซี่ดี แต่วันนี้กลิ่นที่เคยชอบมันแรงเกินไปแบบตลบอบอวลไปทั้งห้องจนบางทีต้องออกไปยืนตรงระเบียง ส่วนที่ลิ้นที่ยังมีสีขาวอยู่เวลากินน้ำจะได้กลิ่นแปลกๆตลอดเวลา อ่านเจอข้อมูลว่าคนที่ฟาสต์จะมีอาการนี้กันเยอะด้วย และบางคนจะมีอาการเห็นภาพหลอนๆ คืนนี้ก่อนนอนเลยอธิษฐานว่าขอให้เห็นภาพอะไรแปลกๆในฝันหน่อยนะ


หน้าสดและอดอยาก
Day 12
จากที่เแอบภาวนาให้ได้เห็นภาพหลอนก็ไม่เห็น ว้า แต่ช่วงเช้ามืดฝันว่าอยู่ในร้านนวดเท้ากับแฟนชาวอเมริกัน (ที่ตอนนี้เลิกกันไปแบ้ว 55) ในฝันกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้นวดเท้า ส่วนแฟนกลับ นั่งอยู่ที่เท้าแล้วก็จูบทั้งสองเท้าแสดงความรักคือมันน่ารักมากและรู้สึกดีมากในฝัน แต่ก็แอบอายพวกคนในร้านนวดที่มองอยู่ เพราะคนไทยไม่ทำอะไรแบบนี้กับเท้าที่ถือเป็นของต่ำใช่มั้ย ด้วยความกลัวนี้เองทำให้ตื่น! แต่ที่เครซี่มากๆคือลืมตามาเจอแฟนกำลังจูบเท้าอยู่จริงๆ!  เลยถามแฟนไปว่าคิดไงจูบเท้าล่ะเนี่ย ฮีก็บอกว่าก็ปลุกด้วยการจูบไง  เลยเล่าความฝันให้เค้าฟังว่านี่มันบังเอิญมากไปป่ะ?! พอหายตะลึงงันกับความฝันก็เริ่มใช้ชีวิตแบบคนฟาสต์ต่อ พยายามไม่คิดเรื่องอาหารมากนั่งดู YouTube ประสบการณ์ของคนอื่นเพื่อแรงฮึด และได้รู้ข้อมูลเพิ่มว่าปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้แต่ละวันในช่วงฟาสต์ต้องกินให้ได้อย่างน้อย 6 ลิตร-10 ลิตร ถึงว่าสิทำไมกิน 3 ลิตรแล้วฉี่ยังเป็นสีเข้ม ปากก็แห้งแตก วันนี้เลยเริ่มกิน 4.5 ลิตร พอลองกินให้มากกว่าสามลิตรแล้วรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นไม่อ่อนระโหยมากนักแบบมันไม่แย่มากเท่าทุกวันอะ ไม่หิวเลยด้วยในระหว่างวัน แต่สังเกตุตัวเองว่าจะหิวแบบพีคสุดคือตอน 5 ทุ่มปกตินอนตีสองเกือบทุกคืนก็ทนหิวไปสิ ก่อนนอนก็คิดถึงอาหารนอนกลืนน้ำลายอึกๆทั้งคืนเลยคร่า

Day 13
วันนี้คือวันสุดท้ายแบบไม่ตั้งใจ เพราะกะว่าจะทำพรุ่งนี้อีกวันเป็นวันสุดท้าย แต่เริ่มไม่ไหวและเริ่มถามตัวเองว่าทรมานมากไปหรือเปล่า หัวใจเต้นเร็วและแรงมาก อารมณ์หดหู่แอบร้องไห้ เลยตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะเบรคฟาสต์เริ่มกินอาหารมื้อแรกเลยแล้วกัน แอบเซ็งที่อดทนไม่ได้เท่าที่ตั้งใจแต่ก็กลัวจะน็อคหรือเป็นไรขึ้นมามันจะแย่กว่าเดิมเนี่ยสิเลยต้องขอหยุดแค่นี้ละกัน

Day 14
วันนี้เริ่มกินอาหารมื้อแรกหลังจาก 13 วันทีกินแต่น้ำเปล่าหรือที่เรียกว่า Break Fast ตื่นเต้ลลมว้ากก อาหารมื้อแรกต้องระวังให้มากเป็นพิเศษว่าต้องเป็นแบบเบาๆ เพราะเคยอ่านเจอประสบการณ์บางคนที่ฟาสต์นานๆแล้วเบรคด้วยชีสเบอร์เกอร์ผลคือถูกหามเข้าโรงพยาบาล เลยเลือกเป็นน้ำผลไม้แยกกากทำเอง มีส้ม,เสาวรส,แอปเปิ้ล ตื่นเต้นสุดๆไปเลยรสชาด เปรี้ยว หวาน หอมกลิ่นผลไม้สดๆ ได้ฟีลสุขภาพดี๊สุขภาพดี สดชื่นมากๆ ตื่นเต้นมากเท่ากันทุกครั้งที่ดื่มแต่ละอึก เป็นความรู้สึกที่ถ้าไม่อดอาหารนานๆจะไม่มีวันเข้าใจ วันนี้ทำสวนล้างสำไส้อีก อาทิตย์ที่แล้วทำเจอสิ่งปฎิกูลดำปี๋ ครั้งที่สองนี้คิดว่าจะไม่มีอะไรออกมาแต่เซอร์ไพรซ์สุดๆเพราะมันออกมาเยอะกว่าตอนทำครั้งแรกอีก อเมซิ่งดีเนอะที่มันมีของเสียตกค้างในลำไส้เยอะและน่าตาก็เหมือนอยู่มานานแล้วด้วยสิ มื้อเย็นก็เริ่มกินอาหารที่เคี้ยวบ้าง ประเดิมด้วย แต่นแต๊นนนนน...

...มันคือขนมจีนน้ำเงี้๊ยวมังสวิรัติจากร้านคุณเชิญ ปกติก็สั่งมากินที่บ้านประจำ แต่วันนี้ตื่นเต้นกว่าทุกครั้งสั่งมา 2 กล่อง กลิ่นหอมมาก น่าตาน่ากินปะ บอกเลยคำแรกที่กินนี่รสชาดมันซาบซ่านซึมผ่านต่อมรับรส ดวงตาเบิกโพลง ปิติมีความสุขกับทุกคำ เป็นโมเม้นท์ที่สุดของชีวิตแบบลืมไม่ลง แต่ก็แปลกนะ คิดว่ามื้อแรกจะหิวมากแบบยัดไม่ยั้งแต่กินไปได้แค่กล่องเดียวจอดแบบจุกๆเลยแฮะ


และนี่คือผลที่ได้จากการรักษาตัวเอง ผลลัพท์มันสวดยอดมากๆ

- ประจำเดือนมา

- หายปวดหัวไมเกรน

- สิวหาย ใต้ตาคล้ำน้อยลง 

- มีน้ำในตามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะเคยมีปัญหาตาแห้งจากที่เคยใส่คอนแท็กเลนส์สิบกว่าปี

- ผิวนุ่มลื่นขึ้น

- มีพลังงานมากแบบรู้สึกได้ว่าร่างกายได้ชาร์จไฟ เดินได้ไกลและเร็วขึ้นแต่เหนื่อยน้อยกว่าปกติบางครั้งไม่เหนื่อยเลย ชอบมากมันทำให้รู้สึกถึงความหนุ่มสาวอีกครั้งหลังจากรู้สึกเป็นป้าแก่แรงน้อยมานาน จะไปไหนต้องอาศัยวินมอไซค์ 

- อุนจิออกมาเป็นไส้กรอกเหมือนเดิมแล้วเย่! แล้วนี่ผ่านมาแล้ว 1 เดือนก็ยังไส้กรอกดีใจมากค่ะ ณ จุดนี้ หายจิตตกเรื่องมะเร็งไปได้เยอะ 

- โรคแพ้เหงื่อตัวเองที่เป็นมาตั้งแต่อายุ 12 จน 34 มันหายไปแล้ว! ที่ผ่านมาคือต้องไปคลินิกทาครีมแก้ผื่นตลอด ผิวตรงไหนโดนแดดเยอะๆโดยเฉพาะแขนกับคอมันจะแดง คัน แล้วก็เป็นผื่นแสบๆซึ่งคงเป็นกรรมจากการกระแดะเริ่มใช้พวกน้ำหอมโคโลญจ์อย่างบ้าคลั่งตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนี้ 1 เดือนแล้วที่โดนแดดแต่ไม่มีผื่นขึ้นอีกเลย คงเป็นผลจากที่ร่างกายได้ขับสารพิษตกค้างออกไปแน่ๆดีใจเว่อร์อ่า

- เปลี่ยนนิสัยการกินน้ำไปเลยจากที่เคยพยายามกินน้ำให้ได้มากๆแต่ก็ทำไม่ได้ ส่วนใหญ่จะแค่จิบๆ กินน้ำน้อยมากไม่น่าถึง 8 แก้ว ตอนนี้กลายเป็นวันละ 3 ลิตร คือเรื่องมากกับการกินน้ำมากขึ้นแต่รู้สึกว่ามันดีอ่ะ 

- ผอมลงรวมแล้ว 5 กิโลกรัม วู้หู้ว!


นอกจากรักษาโรคทางกายแล้วการฟาสติ้งยังช่วยให้ได้รู้ว่าตัวเองมีความอึดถึกทนขนาดไหนต่อความหิวและความอยาก ซึ่งระยะเวลาที่ทำได้ก็คือ 13 วัน แล้วก็ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนหมกมุ่นกับอาหารแบบเว่อร์ๆ สังเกตุได้จาก 13 วันที่ผ่านมาว่าถึงจะบังคับให้ตัวเองไม่กินอาหารได้ แต่กลับบังคับใจตัวเองให้หยุดคิดถึงอาหารไม่ได้เลยแถมฟุ้งซ่านถึงมันมากกว่าปกติอีก บางคนคงคิดว่าธรรมดาแหละก็หิวหนิก็ต้องคิดถึงอาหารสิแปลกตรงไหน? ตอนแรกก็คิดแบบนั้น แต่พอคิดให้ดีๆอีกทีถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่อ่ะ โดยเฉพาะตอนที่เราตั้งใจรักษาตัวเองด้วยการ "อดอาหาร" ก็ควรโฟกัสหรือเบี่ยงเบียนความสนใจไปที่สิ่งอื่นป่ะ แต่ความจริงคือ 13 วันที่ผ่านมาสิ่งที่ทำมากสุดคือดูแต่ภาพอาหารที่อยากกิน, วิธีทำอาหาร, อ่านรีวิว และหาร้านที่อยากไป คิดจินตนาการไปเรื่อยถึงรสชาดของอาหารว่ามันจะอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้นี่แหละมั้งถึงไม่รอดถึง 14 วันตามที่ตั้งใจไว้ก็เพราะว่าวิญญาณชั้นมันไม่แกร่งกล้าพอ นึกถึงหลายศาสนาที่ฝึกละความอยากด้วยการอดอาหาร เช่นพระพุทธเจ้าก็เคยอดอาหาร, จาก Gospel of Peace ของศาสนาคริสต์ก็มีเรื่องที่พระเยซูบอกว่าสาเหตุที่ป่วยก็เพราะกรรมจากความตะกละตะกลามกินเยอะกินแย่กินไม่คิด ทำให้ร่างกายที่ถือว่าเป็น "วัด" ของเราสกปรกเกิดมีโรคร้ายตามมาแล้วก็แนะนำให้รักษาด้วยการอดอาหาร 7 วันแล้วชาวบ้านก็หายจริง ส่วนศาสนาอิสลามมีพิธีรอมฎอนถือศึลอดเพื่อรำลึกถึงคนยากไร้ที่ไม่มีอาหารกินและเพื่อรักษาโรคด้วย  แปลว่าการใช้วิธีอดอาหารเพื่อรักษาตัวเองและเพื่อยกระดับจิตวิญญาณมันมีมานานนมแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยหนิ

ถ้าถามว่าการอดอาหารได้ช่วยพัฒนาวิญญาณเฟิร์สยังไงบ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องที่เห็นคุณค่าของอาหารมากขึ้น ช่วยให้การกินเรียบง่ายขึ้นเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออาหารไปเลยแบบถาวรคือแต่ก่อนกินยากไม่อร่อยไม่กิน กินทิ้งกินขว้าง ต้องสรรหาร้านใหม่ๆ เก่าๆก็จะเบื่อไม่น่าตื่นเต้นไม่เพิ่มความอยากซึ่งมันส่งผลให้ชีวิตยากขึ้นด้วย ซึ่งการอดอาหารครั้งนี้มันทำให้เข้าใจหัวใจหลักในการกินว่าอาหารมันไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่ ไม่ต้องน่าตื่นเต้น ไม่ต้องอร่อยที่สุด ไม่เกี่ยวกับความหรูหรือราคาว่าต้องแพง แต่แค่มันเป็นสิ่งที่กินแล้วทำให้อิ่มท้องแค่นั้นมันพอแล้วล่ะ อันนี้คือคิดได้นะ แต่ทำยาก 555



สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาสุขภาพและอยากรักษาตัวเองด้วยวิธีอาหารล้างพิษแทนการกินยาหรือผ่าตัด เฟิร์สขอเชียร์ให้ทำเลยค่ะ อย่างน้อยคุณจะภูมิใจที่ได้ทำสิ่งดีๆกับตัวเอง ได้ล้างพิษ ได้รับผิดชอบต่อร่างกายภายในของตัวเองอย่างแท้จริง คุณจะได้รู้ว่าร่างกายคนเรามีความสามารถที่จะรักษาตัวเองได้ และคุณจะรู้สึกว่าได้กุมอำนาจที่จะควบคุมสุขภาพของตัวเองได้โดยไม่ต้องรอคำตอบของคนอื่นว่าต้องทำยังไงกับร่างกายของตัวเอง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่สนใจวิธีนี้นะคะ ถ้าในอนาคตเฟิร์สได้ฟาสต์อีกก็จะเขียนเล่าให้ฟังกันอีกค่ะ ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการอดอาหารล้างพิษก็โพสเล่าให้ฟังในคอมเมนท์เป็นวิทยาทานแลกเปลี่ยนกันได้ หรือถ้ามีคำถามก็ยินดีตอบให้ค่ะ


Friday, January 2, 2015

สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านที่แวะมา

ปีใหม่ปีนี้มี ส.ค.ส มาฝากผู้อ่านกันด้วยนะ แปลจากหนังสือขายดีอันดับหนึ่งสำหรับแนวพัฒนาด้านวิญญาณจิตใจให้มีสุขภาพดีเรื่องนี้ชื่อ "The 4 Agreements" เขียนโดย Don Miguel Ruiz นักเขียนผู้ถูกเรียกว่าเป็นเหมือนพ่อมดหรือผู้ทรงศีลของลัทธิจารีต Toltec สอนเกี่ยวกับศาตร์แห่งการพัฒนาตัวตนและจิตวิญญาณแบบโบราณที่อ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจและควรค่าแก่การเผยแพร่ต่อเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่กำลังอยากเป็นอิสระจากความทุกข์ทางใจ สวัสดีปีใหม่ขอให้แฮปปี้กันตลอดปีค่ะ


Tuesday, November 26, 2013

ต่อผม..เสี่ยงตาย


มีเรื่องสยองของการต่อผมมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้งหลังจากเคยเขียนแชร์ไปแล้วรอบนึงเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านลบของการมีผมปลอมอยู่บนหัวยาวนานถึง 5 ปี สำหรับเรื่องนี้คิดว่าหลายๆคนอาจเคยได้ิยินกันมาบ้างที่ว่าบางซาลอนไปเอาผมคนตายมาต่อใส่หัวลูกค้า ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามือกรรไกรได้ทำเรื่องขอขมาเจ้าของผมหรือยัง เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายนางต้องพบเจอเรื่องลึกลับกลางดึกกับเสียงทวงโหยหวนเอาผมกูคืนมา บ้างก็เจอผีหัวโล้นขูดกำแพง เฟิร์สเองเคยมีประสบการณ์เจอผีมาเยอะแต่ไม่เคยโดนเรื่องทวงผมกับเค้าซักที ยังแอบคิดในแง่ดีว่าไม่น่าจะมีใครไปโกนผมคนตายมาขายหรอกมั้ง แต่หลังจากอ่านข่าวนี้ ก็เริ่มจะเชื่อแล้วล่ะ

เป็นเรื่องราวของไอรีนสาวชาวเคนย่าที่ไปต่อผมมาและหลังจากนั้นสองอาทิตย์ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างแรงแบบนอนไม่หลับทำงานไม่ไหวโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอเลยลงทุนไปตรวจเลือดและสแกนสมองแต่ก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ แต่หลังจากลองให้หมอตรวจสภาพหนังศรีษะแล้วทั้งแพทย์และคนไข้ก็ต้องตกตะลึงเพราะใต้ผมปลอมอันเงางามกลับมีหนอนไชเข้าไปอยู่ใต้หนังศรีษะเพียบ แถมพอส่งไปให้แล็บตรวจก็เจอไข่อีกหลายจำนวน ที่สำคัญหนอนพวกนั้นเป็นชนิดที่ปกติจะพบได้ในศพคนตาย คุณหมอเลยลงความเห็นว่าเส้นผมที่เธอไปต่ออาจจะเป็นผมที่ตัดมาจากร่างไร้วิญญาณก็เป็นได้  ที่น่าเศร้าก็คือสุดท้ายไอรีนต้องจำใจเปลี่ยนสไตล์กลายเป็นสาวหัวโกร๋นเพราะต้องโกนทิ้งทั้งหัว เมื่อไถ่ถามถึึงเรื่องที่ว่ากับเจ้าของซาลอนก็ได้คำตอบมาว่า"เส้นผมที่ใช้ต่อให้กับลูกค้าจะรับมาจากประเทศอังกฤษ,อเมริกาและอินเดีย เหตุการณ์นี้ทำให้ชีช็อกมากๆ และไอรีนเป็นลูกค้าคนแรกในประวัติศาสตร์ร้านที่ได้ไข่แมลงไปเลี้ยงในกะโหลก แต่จากประสบการณ์ของคุณหมอ CK Musau แห่งรพ.ไนโบรีกลับบอกว่าเค้าเจอเคสแบบนี้มามากกว่า 10 ครั้งแล้วในเวลาแค่ 6 เดือน มีหนึ่งรายที่ไม่โชคดีแบบไอรีนเพราะต้องตายในวัยเพียง 16 ปีจากอาการเดียวกัน หลังจากที่เธอเสียชีวิตก็พบว่ามีไยแมงมุมในเส้นผมด้วย เหตุผลที่ว่าทำไมไข่แมงมุมมันถึงไปฟักบนหัวหลังจากที่ต่อผมแล้วก็คือเมื่อเส้นผมจากคนตายย้ายมาอยู่บนหัวของคนเป็นก็จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการฟักไข่มากกว่า หลังจากมันออกมาเป็นตัวแล้วก็จะกัดแทะหนังศรีษะและปล่อยพิษเข้าไปจนทำให้เสียชีวิต 

เอาล่ะสิ งานนี้สาวๆที่อยากจะต่อผมคงจะเริ่มนอยด์กันแล้วว่านี่กรูจะเป็นเหยื่อรายต่อไปมั้ยเนี่ย? ขอแนะนำว่าด่านประการแรกที่จะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยจากด้านมืดของการเสิรมสวยแบบไร้สติก็คือการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ฝึกให้ตัวเองสบายใจกับธรรมชาติและร่างกายของตัวเองในกระจกให้ได้ เพราะความสุขที่แท้จริงคือการที่สามารถยอมรับ และพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีให้มากที่สุด สามารถออกไปเดิน นั่ง ยืนท่ามกลางคนอื่นๆได้แบบไม่ต้องห่วงว่าใครจะคิดอย่างไรกับสภาพภายนอกในตอนนั้น เมื่อคิดได้แบบนี้ความมั่นใจจะเกิดขึ้น แคร์คนอื่นน้อยลง และมันจะช่วยให้คุณดูดีในแบบของตัวเองได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญต้องเปลี่ยนความคิดก่อนไม่ใช่เปลี่ยนตัวเองให้คนอื่นชอบ ส่วนใครที่คิดว่ากำลังจะไปต่อผมแต่เริ่มจะเปลี่ยนใจหลังอ่านเรื่องนี้ เฟิร์สขอแนะนำวิธีที่ช่วยให้ผมหนาและยาวแบบวิธีธรรมชาติจากประสบการณ์ของเฟิร์สเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ผมบาง ยังไงลองเข้าไปอ่านได้ในบทความนี้เลยนะคะ 

Tuesday, November 5, 2013

โปรดเห็นใจฝรั่งบ้าง


ถ้าไม่เคยมีแฟนฝรั่งก็คงไม่รู้ว่าฝรั่งที่มาอาศัยอยู่บ้านเราเค้าโดนกันแบบนี้ เกือบทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกด้วยกัน สังเกตุว่ามักจะมีเสียงตะโกนไล่หลัง "ฝรั่ง ฝรั่ง!" ราวกับว่าคนที่พูดไม่เคยพบเห็นคนต่างชาติผิวขาวผมทองมาก่อน
  มันจะไม่แปลกเลยถ้าคนที่ตะโกนเป็นเด็กตัวเล็กๆที่เห็นอะไรก็ชี้นิ้วทักเสียงดังเพราะมันเป็นธรรมชาติของเด็กที่เข้าใจได้ แต่ที่โดนอยู่ประจำนี่มันยากที่จะทำใจไหวเพราะเป็นผู้ใหญ่ที่โตพอจะแยกแยะว่าอะไรควรอะไรไม่ควรได้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าเวลาออกไปไหนกับแฟนหาความสงบได้ยากจัง น่าเห็นใจที่สุดก็คือตลอด 9 ปี ที่เค้าย้ายมาปักหลักอยู่บ้านเราเค้าโดนแบบนี้เป็นประจำ ลองคิดภาพเดินอยู่ดีๆมีเสียงลอยมาFarang! Farang! Hey you! Hello Hello!  Yo Man Yoจะว่าอยากฝึกภาษาก็ไม่น่าใช่ เพราะเคยหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงเค้าดันกลับเงียบฉี่บางทีก็หลบสายตาซะอย่างงั้น หนักหน่อยก็ Fuck You!  บางทีก็ Go Home! บ้างล่ะ ลองคิดดูว่าถ้าเราไปอยู่ประเทศอื่นแล้วโดนคนประเทศนั้นตะโกน Hey Thai ใส่เป็นกิจวัตรทุกวันก็คงจะไม่ชอบเหมือนกันใช่มั้ย เหมือนโดนล้อเลียน ความรู้สึกไม่ได้เป็นมิตรเลย อึดอัดแทนจริงๆ อย่างเช่นวันนี้ตอนกลับจากกินข้าวกำลังเดินจูงมือกันอยู่ก็มีชายไทยขับมอไซค์มา ช่วงที่สวนกันมีหันมองจ้องหน้าแล้วตะโกนว่า "เหี้ย" ก็ไม่เข้าใจว่าฝรั่งไปทำให้เค้าอารมณ์เสียขนาดต้องปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกมาแบบนี้ทั้งๆที่เดินอยู่ดีๆ  ใครที่ชอบตะโกนใส่ฝรั่งแบบนี้โปรดหยุดเถอะ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้คนไทยดูเป็นมิตรในสายตาคนต่างชาติเลยซักนิด เหมือนคุณพยายามรบกวนเค้าจนฝรั่งหลายๆคนที่เคยใฝ่้ฝันอยากมาเที่ยวเมืองไทยกลับต้องมาเจอกับคนไทยบางคนที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าโดนเหยียดเชื้อชาติ   อีกหนึ่งอย่างที่น่าเห็นใจก็คือการไปโก่งราคา ไม่ว่าจะอาหาร เสื้อผ้า หรือค่าเข้าสถานที่่ท่องเที่ยวต่างๆที่มีการตั้งราคาคนไทย ราคาฝรั่งที่่ต่างกัน 2-3 เท่าไว้อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ประเทศอื่นในโลกนี้ไม่มีการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวแบบนี้ เพียงเพราะว่าเราคิดว่าบ้านเมืองเค้าเจริญกว่าหรือมีปัญญาจ่ายค่าเครื่องบินมาเที่ยวไทยแลนด์ฺก็ไม่ได้แปลว่าเค้าอยากจะจ่ายแพงกว่าจริงมั้ย และที่น่าเศร้าก็คือคนไทยหลายๆคนแทนที่จะเห็นใจและช่วยกันเปลี่ยนพฤติกรรมเห็นแก่ได้แบบนี้ กลับรู้สึกภูมิใจที่ไปโกงเค้าได้สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่าภาพลักษณ์สยามเมืองยิ้มคนไทยผู้อ่อนโยนได้แตกกระจายไปแล้ว บางคนถึงขั้นสาบส่งว่าจะไม่มาเหยียบบ้านเราอีกเลย ใครที่มีเพื่อน หรือแฟนเป็นฝรั่ง มีประสบการ์ณแบบนี้บ้างมั้ยคะ แล้วรับมือกันยังไงบ้าง มาแชร์กันค่ะ