Friday, July 18, 2014

สัมภาษณ์อาจารย์เทควันโดชาวอเมริกัน กรณีก้อย รุ่งระวีนักกีฬาทีมชาติโดนโค้ชเชต่อย



"โค้ชบอกว่าเรามาแข่งขันนะไม่ได้มาเที่ยวต้องเตรียมพร้อม 
แล้วโค้ชเชก็ถามว่ามีกี่สนามพอตอบเสร็จก็โดนต่อยที่ท้อง 
ซึ่งน้องอีกคนก็โดนเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นหนูก็โดนคนเดียว 
รวมแล้ว 10 กว่าหมัดได้"
จากกรณีของนักกีฬาเทควันโดหญิง ก้อย รุ่งระวีโดนโค้ชเกาหลี เช ยอง ซอก ต่อยรัวสิบกว่าหมัดเข้าที่หน้าและท้องจนอ้วกแตก เธอได้ออกมาโพสแฉการกระทำอันป่าเถื่อนของโค้ชเชในเฟซบุ้คว่ารับไม่ได้และจะไม่ทนจนเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คอมเม้นท์ส่วนใหญ่ออกแนวปกป้องโค้ชเชว่าทำถูกต้องแล้ว น้องก้อยน่ะแหละที่สมควรโดนเพราะผิดฐานไม่มีความพร้อมจนทำให้แข่งขันแพ้และพากันด่ากราดว่าเธอ จากเรื่องนี้ทำให้เกิดความสงสัยว่าการทำโทษแบบนี้ในวงการศิลปะป้องกันตัวเป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับจริงๆหรือ? การทำโทษแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวนักกีฬาจริงมั้ย? หรือมันเป็นเพียงการระบายอารมณ์โกรธของผู้ชายที่ไร้สติ จึงได้ขอสัมภาษณ์กับอาจารย์สอนเทควันโดชาวอเมริกัน Eric Dubay นักกีฬาต่อสู้ผู้มีประสบการณ์สอนศิลปะป้องกันตัวหลายแขนงมากว่า 16 ปีดูว่าเค้ามีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

อาจารย์แอริค
1. คุณคิดอย่างไรกับโค้ชเชที่ทำโทษนักกีฬาด้วยวิธีต่อยหน้าและท้อง

ตอบ: กรณีนี้ก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ที่ตีลูก หรือครูที่ตีเด็กในห้องเรียนเพื่อให้หลาบจำจะได้ไม่ทำผิดอีก แต่ก็มีงานวิจัยออกมาเยอะมากว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่ส่งผลเสียหลายอย่างเช่นจะทำให้ผู้ถูกกระทำกลายเป็นคนรุนแรง ไอคิวต่ำลง ทุกคนที่เรียนวิชาป้องกันตัวเรียนเพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวเองได้ ไม่ใช่เพื่อโดนทำร้ายร่างกายจากอาจารย์ผู้สอน
 
2. ในกรณีน้องก้อยที่ออกมาประจานการกระทำของโค้ชเช แต่กลับโดนคนส่วนใหญ่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คด่าว่าผิดเองที่ไม่มีความพร้อมในการแข่งขันจนทำให้แข่งแพ้ คุณคิดว่าน้องก้อยสมควรโดนหรือไม่


ตอบ : 90% ของพ่อแม่ในโลกนี้ตีลูกตัวเองเพราะคิดว่าลูกสมควรโดนและยังคิดว่าการตีเป็นวิธีเลี้ยงลูกที่ดี ผมเลยไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของโค้ชเช แต่ขอให้คน 90% นี้ได้ลองดูวีดีโอ The Bomb in the Brain ของนักปรัชญา Stefan Molyneux ที่พิสูจน์ว่าการทำโทษด้วยการทำร้ายร่างกายคือสิ่งแย่ที่สุดที่สามารถทำกับลูกหรือนักเรียนได้ รวมถึงแย่กับสังคมในอนาคตด้วย  

 
3.นักกีฬาเทควันโดไทยหลายคนที่เคยโดนโค้ชเชทำร้ายร่างกาย แต่ก็ยังอยากให้โค้ชเชกลับมา คุณคิดว่าเกิดจากสาเหตุใด

ตอบ : เป็นเหตุผลเดียวกันกับผู้หญิงที่โดนทำร้ายร่างกายโดยสามีแต่ยังไม่ยอมเลิกและเที่ยวบอกคนอื่นว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนดี การที่คนๆหนึ่งจะยอมเป็นเหยื่อขนาดนี้เป็นโรคจิตที่เรียกว่า Stockholm Syndrome หมายความว่าคนที่โดนทำร้ายร่างกายและถูกควบคุมจนชอบหรือกระทั่งรักคนที่ทำร้ายร่างกายตัวเอง

4.จากข่าวน้องก้อยบอกว่าโดนต่อย 10 กว่าหมัด แต่โค้ชเชออกมาบอกว่าไม่ได้ต่อย แต่แค่ตีที่หน้าและท้องเบาๆเป็นการทำโทษ คุณเชื่อใคร?


ตอบ : ผมเชื่อคนที่โดนทำร้ายไม่ใช่คนที่ลงมือทำร้าย คนที่ฝึกศิลปะป้องกันตัวปกติจะมีคุณธรรมและตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าโค้ชเชไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่นที่ทำในสิ่งที่เค้าไม่ชอบไม่ได้ มันก็แสดงให้เห็นว่าเค้าจำเป็นต้องพัฒนาคุณธรรมของตัวเองอีกมาก ผมสงสัยจังว่าถ้าสมมุติแคชเชียร์เกิดทอนเงินผิดเค้าจะตีที่หน้าแคชเชียร์ไหม ถ้าพนักงานเสิร์ฟเอาอาหารมาให้ผิด โค้ชเชจะตีท้องของเค้าไหม คงจะไม่ เพราะการกระทำแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายอาญา


5. คุณเคยแพ้ในการแข่งมั้ย? แล้วโค้ชทำโทษคุณอย่างไรบ้าง?

ตอบ : เคยแพ้แต่ไม่เคยโดนลงโทษ โค้ชไม่เคยลงโทษนักกีฬาเพราะการแพ้คือการลงโทษที่แย่มากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะการแพ้จากกีฬาต่อสู้มันแปลว่าคนที่แพ้ผ่านการเจ็บตัวแน่นอน ซึ่งโค้ชจะให้กำลังใจตลอดและบอกว่าไม่เป็นไร กีฬามีแพ้มีชนะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิต

6.หากกรณีนี้เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาแทนที่จะเป็นประเทศไทยคุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร

ตอบ : โค้ชเชจะติดคุกแน่นอน และคนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาสมควรติดคุก เพราะการที่ผู้ชายทำร้ายร่างกายผู้หญิงเป็นสิ่งทุเรศ

เอาล่ะนั่นก็ความเห็นจากอาจารย์เทควันโดที่อยากให้ได้อ่านกัน ส่วนความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่ารู้สึกอเน็จอนาถใจกับคนไทยที่ต่างพากันด่าคนที่โดนทำร้าย ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเข้าใจได้ว่าผู้ชายไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอะไรถ้าทำร้ายผู้หญิงก็ไม่ต่างจากไอ้หน้าตัวเมีย ที่เป็นกันแบบนี้ก็เพราะคนไทยเราถูกสอนให้ยอม ยอม และยอมตกเป็นเบี้ยล่าง เราถูกสอนกันมาผิดๆว่าการตีคือการแสดงความรักและหวังดี ทั้งๆที่มันเป็นค่านิยมที่ผิดและบ้าที่สุด ผลของมันก็แสดงให้เห็นกันชัดเจนในวันนี้แล้วว่า ใครก็ตามที่ถูกทำร้ายที่กล้าพูดกล้ายืนสู้เพื่อตัวเองจะไม่ถูกเห็นใจ แต่จะโดนหมันไส้แทน เพราะคนไทยไม่ชินกับคนที่กล้าจะไม่ยอม คนไทยโดนล้างสมองด้วยคำว่า"ไม่เป็นไร" ถ้ามีใครกล้าหือคนนั้นจะกลายเป็นเป้านิ่งซะเอง แต่หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปมันจะแย่ลงเรื่อยๆ การปล่อยให้คนเลวทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจคือการยอมรับความหายนะโดยไม่ทำอะไรเลย


Tuesday, November 26, 2013

ต่อผม..เสี่ยงตาย


มีเรื่องสยองของการต่อผมมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้งหลังจากเคยเขียนแชร์ไปแล้วรอบนึงเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านลบของการมีผมปลอมอยู่บนหัวยาวนานถึง 5 ปี สำหรับเรื่องนี้คิดว่าหลายๆคนอาจเคยได้ิยินกันมาบ้างที่ว่าบางซาลอนไปเอาผมคนตายมาต่อใส่หัวลูกค้า ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามือกรรไกรได้ทำเรื่องขอขมาเจ้าของผมหรือยัง เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายนางต้องพบเจอเรื่องลึกลับกลางดึกกับเสียงทวงโหยหวนเอาผมกูคืนมา บ้างก็เจอผีหัวโล้นขูดกำแพง เฟิร์สเองเคยมีประสบการณ์เจอผีมาเยอะแต่ไม่เคยโดนเรื่องทวงผมกับเค้าซักที ยังแอบคิดในแง่ดีว่าไม่น่าจะมีใครไปโกนผมคนตายมาขายหรอกมั้ง แต่หลังจากอ่านข่าวนี้ ก็เริ่มจะเชื่อแล้วล่ะ

เป็นเรื่องราวของไอรีนสาวชาวเคนย่าที่ไปต่อผมมาและหลังจากนั้นสองอาทิตย์ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างแรงแบบนอนไม่หลับทำงานไม่ไหวโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอเลยลงทุนไปตรวจเลือดและสแกนสมองแต่ก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ แต่หลังจากลองให้หมอตรวจสภาพหนังศรีษะแล้วทั้งแพทย์และคนไข้ก็ต้องตกตะลึงเพราะใต้ผมปลอมอันเงางามกลับมีหนอนไชเข้าไปอยู่ใต้หนังศรีษะเพียบ แถมพอส่งไปให้แล็บตรวจก็เจอไข่อีกหลายจำนวน ที่สำคัญหนอนพวกนั้นเป็นชนิดที่ปกติจะพบได้ในศพคนตาย คุณหมอเลยลงความเห็นว่าเส้นผมที่เธอไปต่ออาจจะเป็นผมที่ตัดมาจากร่างไร้วิญญาณก็เป็นได้  ที่น่าเศร้าก็คือสุดท้ายไอรีนต้องจำใจเปลี่ยนสไตล์กลายเป็นสาวหัวโกร๋นเพราะต้องโกนทิ้งทั้งหัว เมื่อไถ่ถามถึึงเรื่องที่ว่ากับเจ้าของซาลอนก็ได้คำตอบมาว่า"เส้นผมที่ใช้ต่อให้กับลูกค้าจะรับมาจากประเทศอังกฤษ,อเมริกาและอินเดีย เหตุการณ์นี้ทำให้ชีช็อกมากๆ และไอรีนเป็นลูกค้าคนแรกในประวัติศาสตร์ร้านที่ได้ไข่แมลงไปเลี้ยงในกะโหลก แต่จากประสบการณ์ของคุณหมอ CK Musau แห่งรพ.ไนโบรีกลับบอกว่าเค้าเจอเคสแบบนี้มามากกว่า 10 ครั้งแล้วในเวลาแค่ 6 เดือน มีหนึ่งรายที่ไม่โชคดีแบบไอรีนเพราะต้องตายในวัยเพียง 16 ปีจากอาการเดียวกัน หลังจากที่เธอเสียชีวิตก็พบว่ามีไยแมงมุมในเส้นผมด้วย เหตุผลที่ว่าทำไมไข่แมงมุมมันถึงไปฟักบนหัวหลังจากที่ต่อผมแล้วก็คือเมื่อเส้นผมจากคนตายย้ายมาอยู่บนหัวของคนเป็นก็จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการฟักไข่มากกว่า หลังจากมันออกมาเป็นตัวแล้วก็จะกัดแทะหนังศรีษะและปล่อยพิษเข้าไปจนทำให้เสียชีวิต 

เอาล่ะสิ งานนี้สาวๆที่อยากจะต่อผมคงจะเริ่มนอยด์กันแล้วว่านี่กรูจะเป็นเหยื่อรายต่อไปมั้ยเนี่ย? ขอแนะนำว่าด่านประการแรกที่จะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยจากด้านมืดของการเสิรมสวยแบบไร้สติก็คือการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ฝึกให้ตัวเองสบายใจกับธรรมชาติและร่างกายของตัวเองในกระจกให้ได้ เพราะความสุขที่แท้จริงคือการที่สามารถยอมรับ และพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีให้มากที่สุด สามารถออกไปเดิน นั่ง ยืนท่ามกลางคนอื่นๆได้แบบไม่ต้องห่วงว่าใครจะคิดอย่างไรกับสภาพภายนอกในตอนนั้น เมื่อคิดได้แบบนี้ความมั่นใจจะเกิดขึ้น แคร์คนอื่นน้อยลง และมันจะช่วยให้คุณดูดีในแบบของตัวเองได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญต้องเปลี่ยนความคิดก่อนไม่ใช่เปลี่ยนตัวเองให้คนอื่นชอบ ส่วนใครที่คิดว่ากำลังจะไปต่อผมแต่เริ่มจะเปลี่ยนใจหลังอ่านเรื่องนี้ เฟิร์สขอแนะนำวิธีที่ช่วยให้ผมหนาและยาวแบบวิธีธรรมชาติจากประสบการณ์ของเฟิร์สเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ผมบาง ยังไงลองเข้าไปอ่านได้ในบทความนี้เลยนะคะ 

Tuesday, November 5, 2013

โปรดเห็นใจฝรั่งบ้าง


ถ้าไม่ได้มีแฟนฝรั่งก็คงไม่รู้ว่าฝรั่งที่มาอาศัยอยู่บ้านเราเึ้ึค้าโดนกันแบบนี้ เกือบทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกด้วยกัน สังเกตุว่ามักจะมีเสียงตะโกนไล่หลัง "ฝรั่ง ฝรั่ง!" ราวกับว่าคนที่พูดไม่เคยพบเห็นคนต่างชาติผิวขาวผมทองมาก่อน
  มันจะไม่แปลกเลยถ้าคนที่ตะโกนเป็นเด็กตัวเล็กๆที่เห็นอะไรก็ชี้นิ้วทักเสียงดังเพราะมันเป็นธรรมชาติของเด็กที่เข้าใจได้ แต่ที่โดนอยู่ประจำนี่มันยากที่จะทำใจไหวเพราะเป็นผู้ใหญ่ที่โตพอจะแยกแยะว่าอะไรควรอะไรไม่ควรได้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าเวลาออกไปไหนกับแฟนหาความสงบได้ยากจัง น่าเห็นใจที่สุดก็คือตลอด 9 ปี ที่เค้าย้ายมาปักหลักอยู่บ้านเราเค้าโดนแบบนี้เป็นประจำ ลองคิดภาพเดินอยู่ดีๆมีเสียงลอยมาFarang! Farang! Hey you! Hello Hello!  Yo Man Yoจะว่าอยากฝึกภาษาก็ไม่น่าใช่ เพราะเคยหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงเค้าดันกลับเงียบฉี่บางทีก็หลบสายตาซะอย่างงั้น หนักหน่อยก็ Fuck You!  บางทีก็ Go Home! บ้างล่ะ ลองคิดดูว่าถ้าเราไปอยู่ประเทศอื่นแล้วโดนคนประเทศนั้นตะโกน Hey Thai ใส่เป็นกิจวัตรทุกวันก็คงจะไม่ชอบเหมือนกันใช่มั้ย เหมือนโดนล้อเลียน ความรู้สึกไม่ได้เป็นมิตรเลย อึดอัดแทนจริงๆ อย่างเช่นวันนี้ตอนกลับจากกินข้าวกำลังเดินจูงมือกันอยู่ก็มีชายไทยขับมอไซค์มา ช่วงที่สวนกันมีหันมองจ้องหน้าแล้วตะโกนว่า "เหี้ย" ก็ไม่เข้าใจว่าฝรั่งไปทำให้เค้าอารมณ์เสียขนาดต้องปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกมาแบบนี้ทั้งๆที่เดินอยู่ดีๆ  ใครที่ชอบตะโกนใส่ฝรั่งแบบนี้โปรดหยุดเถอะ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้คนไทยดูเป็นมิตรในสายตาคนต่างชาติเลยซักนิด เหมือนคุณพยายามรบกวนเค้าจนฝรั่งหลายๆคนที่เคยใฝ่้ฝันอยากมาเที่ยวเมืองไทยกลับต้องมาเจอกับคนไทยบางคนที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าโดนเหยียดเชื้อชาติ   อีกหนึ่งอย่างที่น่าเห็นใจก็คือการไปโก่งราคา ไม่ว่าจะอาหาร เสื้อผ้า หรือค่าเข้าสถานที่่ท่องเที่ยวต่างๆที่มีการตั้งราคาคนไทย ราคาฝรั่งที่่ต่างกัน 2-3 เท่าไว้อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ประเทศอื่นในโลกนี้ไม่มีการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวแบบนี้ เพียงเพราะว่าเราคิดว่าบ้านเมืองเค้าเจริญกว่าหรือมีปัญญาจ่ายค่าเครื่องบินมาเที่ยวไทยแลนด์ฺก็ไม่ได้แปลว่าเค้าอยากจะจ่ายแพงกว่าจริงมั้ย และที่น่าเศร้าก็คือคนไทยหลายๆคนแทนที่จะเห็นใจและช่วยกันเปลี่ยนพฤติกรรมเห็นแก่ได้แบบนี้ กลับรู้สึกภูมิใจที่ไปโกงเค้าได้สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่าภาพลักษณ์สยามเืมืองยิ้มคนไทยผู้อ่อนโยนได้แตกกระจายไปแล้ว บางคนถึงขั้นสาบส่งว่าจะไม่มาเหยียบบ้านเราอีกเลย ใครที่มีเพื่อน หรือแฟนเป็นฝรั่ง มีประสบการ์ณแบบนี้บ้างมั้ยคะ แล้วรับมือกันยังไงบ้าง มาแชร์กันค่ะ  

Thursday, July 11, 2013

ประวัติและด้านมืดของน้ำยาทาเล็บ


รู้มั้ยว่าการทาเล็บมีประวัติยาวนานถึงเจ็ดพันกว่าปีมาแล้วถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียและพวกเค้าก็ใช้เฮนน่าเนี่ยแหละเอามาเป็นสีทาเล็บด้วย ต่อมาในสมัยอียิปโบราณเหล่าราชินีก็นิยมตกแต่งเล็บมือเท้าด้วยสีแดงเจิดจ้าแสดงถึงบารมีประจำตัวว่าข้าน่ะเข้มแค่ไหน เช่นพระนางเนเฟอร์ติติทาสีแดงทับทิม,คลีโอพัตราทาสีแดงเลือด ส่วนสามัญชนคนธรรมดารวมถึงเหล่าทาสทั้งหลายก็มีสิทธิทาได้แค่สีซีดๆจางๆเท่านั้นแหละนะ

สปาเล็บสมัยอีิยิปโบราณ


ในประเทศจีนเองก็เหมือนกันที่การทาเล็บถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม เ่ช่นในสมัยราชวงศ์หมิงจะมีเฉพาะเหล่าราชนิกุลเท่านั้นที่ได้รับสิทธิให้ทาเล็บด้วยสีแดงและดำ ส่วนในสมัยราชวงศ์โจวก็็ดูดีมีระดับได้อีกเพราะเลือกทาแต่สีเงินทอง มีไฮไลท์อยู่ที่เหล่าสตรีชั้นสูงยุคนั้นจะตั้งใจไม่ยอมตัดเล็บจนยาวเฟื้อยเป็น10 ซม.เพื่อบอกเป็นนัยๆว่าชั้นคือคุณนายไฮโซผู้มีชีวิตสุขสบายเกินกว่าต้องคอยตัดเล็บเพื่อทำงานหนักดั่งพวกชนชั้นแรงงาน  ส่วนน้ำยาทาเล็บที่ใช้ในยุคนั้นก็เป็นสูตรที่ีคนจีนคิดค้นขึ้นมาเองจากธรรมชาติล้วนๆส่วนผสมมีแค่ขี้ผึ้ง,ไข่ขาว,อาราบิกกัม,เจลาติน,สีที่สกัดจากดอกไม้ และแร่เงินทอง แต่กว่าจะแห้งก็..รอนาน..หน่อยนะ


สงสัยมั้ยว่าแล้วน้ำยาทาเล็บที่ขายกันตอนนี้เค้าไปได้รับอิทธิพลมาจากไหนกัน? ย้อนไปในยุค 30's น้ำยาทาเล็บขวดแรกของโลกได้อุบัติขึ้นจากไอเดียของมิเชล หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่ำทำงานอยู่ในโรงงานผลิตสีรถยนต์ วันนึงชีเกิดได้แรงบันดาลใจจากสีไฮกลอสที่ใช้พ่นกันในอู่ ด้วยหลงไหลในความเงางาม ทนฝน สะท้อนแดด ไม่หลุดลอกกระเทาะง่าย ทาแล้วยังแห้งไวไ่ม่ต้องใช้เวลามาก จึงเกิดความคิดเอาสีทารถมาประยุกต์ใช้เทใส่ขวดเสียบแปรงเี้ี้ร่ขายตามบิวตี้ซาลอนต่างๆซะเลย ผลปรากฎว่าสินค้าตีตลาดแรงเกินคาด จนเจ้าของบริษัทผลิตสีรถยนต์แห่งนั้นเปลี่ยนชื่อจาก Revson มาเป็น Revlon จนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไ่่ม่ยอมเปลี่ยนแปลงก็คือสารเคมีที่ใช้ในน้ำยาทาเล็บที่ขายกันเกลื่อนกลาดในปัจจุับันมันยังมีส่วนผสมไม่ต่างจากแบบที่ใช้ทำสีรถยนต์ ขนาดที่ว่าเคยมีชายหนุ่มเอาน้ำยาทาเล็บมาทารถประชดรักก็ปรากฎมาแล้ว 




ยังไงก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของไอเดียที่ทำให้ผู้หญิงเราได้มีน้ำยาทาเล็บใช้กันจนวันนี้ แต่ด้านมืดก็คือส่วนผสมที่ใช้มันไม่ปลอดภัยพอที่จะเอามาให้มนุษย์สูดดมหรือทาลงบนเล็บเอาซะเลย แถมยังถือเป็นขยะอันตรายที่ต้องทิ้งให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันสารพิษปนเปื้อนสู่ธรรมชาติอีกด้วย รู้มั้ยว่าน้ำยาทาเล็บโดนจัดให้เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุด โดยเฉพาะ  Toxic Trio 3 สารที่เป็นส่วนผสมหลักๆที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญเิติบโตของทารกในครรถ์ เพียงแค่ไอระเหยที่ลอยออกมาก็เป็นพิษต่อปอด ทำให้ระคายเคืองตา ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอในระยะยาว โชคร้ายสุดคือบรรดาลูกจ้างระยะยาวตามร้านซาลอนถึงกับต้องล้มป่วย บ้างเป็นโรคปอดทั้งๆที่ไม่สูบบุหรี่ บ้างก็เป็นมะเร็งนม มะเร็งหน้า ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำงานในร้านเสริมสวยทำให้ต้องสะสมสารพิษรวมถึงจากน้ำยาทาเล็บด้วย! อนิจจัง อยากเปลี่ยนอาชีพก็สายไปเสียแล้ว





สภาคุ้มครองผู้บริโภคแฉเจอสารพิษตอนสุ่มตรวจน้ำยาทาเล็บเพียบเลย
เหตุที่น้ำยาทาเล็บสูตรทารถยังคงขายได้มาตลอด 80 กว่าปีแบบไม่มีโดนแบนหรือเปลี่ยนสูตร เป็นเพราะผู้ผลิตและอย.ไม่ได้แคร์สุขภาพของผู้บริโภคมากพอที่จะปรับส่วนผสมให้ปลอดภัยกว่ายกเว้นจะปรับแต่ราคาให้สูงขึ้น อีกเหตุผลที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือผู้หญิงเราเมื่อตกอยู่ในภวังค์อยากสวยแล้วส่วนใหญ่ก็จะละเลยเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของตัวเองไปสิ้น เคยมั้ยที่ต่อให้เหม็นแค่ไหนชั้นก็ยินดีกลั้นใจทาจนเล็บสุดท้าย ตอนอยากได้ขวดใหม่ก็เลือกหาแต่สีสันที่ถูกใจ ยิ่งยี่ห้อไหนติดทนนานก็ยิ่งเป๊ะถือว่ามีคุณภาพดี แต่หากต้องแลกกับการรับพิษเข้าร่างเพิ่มมันทุกครั้งที่ทา แล้วยังจะคิดว่ามันมีคุณภาพดีอยู่อีกมั้ย? โดยเฉพาะในยุคมะเร็งครองโลกด้วยแล้วเรายิ่งต้องป้องกันตัวเองจากสารอันตรายที่แฝงอยู่ในสินค้าไ่ม่ใช่อาบยาพิษบนนิ้วมืออย่างไม่หยุดหย่อน คิดอีกทีเล็บก็ไม่ใช่กระโปรงรถซะด้วยที่ต้องทาทับด้วยสีอุตสาหกรรมตลอดเวลา ยิ่งถ้าไม่ปล่อยให้มันได้เปลือยรับออกซิเจนบ้างอาจก่อปัญหาเล็บเหลืองตามมาซึ่งนอกจากจะไม่สวยแล้วยังดูป่วยกว่าเดิมอีก


Natural First น้ำยาทาเล็บไร้สารพิษ
หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบทาเล็บแต่ไม่เต็มใจสะสมสารพิษเข้าร่าง ปัจจุบันนี้มี
นวัตกรรมใหม่สดๆร้อนๆออกมาเป็นน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำที่นับเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับใครที่ห่วงใยสุขภาพและอยากช่วยโลกของเราให้เฮลตี้ขึ้น  คิดค้นโดยผู้ผลิตอินดี้ที่มีความฝันอยากให้ผู้หญิงทาเล็บได้อย่างสุขกาย สบายใจ ไร้กลิ่นเหม็นฉุน เด็กทาได้ คนท้องคนก็ทาได้ ไม่ต้องใช้น้ำยาล้างเล็บด้วยนะแค่แช่มือลงในน้ำ 3 นาทีแล้วสะกิดๆตรงมุมเล็บ สีก็จะหลุดออกมาปั๊บ ตัวฝาขวดเป็นงานแฮนด์เมดทำด้วยไม้มะพร้าวเพราะอยากให้ทุกชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันซักขวดเดียว สนใจอยากเปลี่ยนประสบการณ์การทาเล็บก็คลิกเข้าไปเลือกซื้อสีที่ถูกใจกันได้ที่ www.nfcosmetics.com รับรองว่าจะติดใจจนไม่อยากกลับไปดมกลิ่นเหม็นๆแบบเก่าอีกแน่นอน

Wednesday, May 15, 2013

น้ำยาทาเล็บ พิษร้ายที่ปลายนิ้ว

เป็นที่รู้กันดีสำหรับผู้หญิงว่าการทาเล็บคือกิจกรรมยามอยากสวยที่นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสดใส ทันสมัยกว่าเก่าแล้ว สีที่เลือกเติมแต่งให้กับเรียวเล็บนั้นยังช่วยเพิ่มความลงตัวให้กับเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าได้ราวกับเครื่องประดับเก๋ๆอีกหนึ่งชิ้น แต่สาวๆจะรู้มั้ยว่าเบื้องหลังของสีสันสดใส ติดทนนานนั้นกลับเต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแถมกลิ่นยังไม่เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตหน้าไหนทั้งสิ้น ต้นเหตุของกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ว่าก็มาจากส่วนผสมที่ประกอบไปด้วยสารเคมีโดยเฉพาะ 3 สารพิษที่ถือว่าแย่ที่สุดในน้ำยาทาเล็บที่เรียกว่า Toxic Trio นั่นคือต่อจากนั้นอาจมีอาการปวดหัวต่อเลยจากผลกระทบของสาร โทลูอีน ที่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธ์และยังถือเป็นสารเสพติด, DBP  ที่ทำหน้าที่ช่วยให้สีทาเล็บติดทนนานไม่หลุดร่อนง่าย แต่ข่าวร้ายก็คือมันส่งผลเสียต่อระบบสืบพันธ์และเบบี้ในครรถ์ด้วย และสารกันเสียฟอมาลีนฉีดศพที่ทำให้ระคายเคืองตา จมูก ทางเดินหายใจและก่อมะเร็งแถมประเทศไทยเรายังไม่มีการควบคุมปริมาณในน้ำยาทาเล็บด้วยสิ 3 สารที่ว่ามาสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือด ตับไตของคุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับของเสียแย่ๆเหล่านี้ออกไป ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง การเคลือบเล็บด้วยสารพิษยังทำให้เล็บที่เคยสวยกลับแลดูป่วย แห้งเปราะหักง่าย บ้างก็เหลืองอร่ามซะจนไม่กล้าโชว์ให้ใครเห็นสภาพจริงเลยต้องทาสีกลบอำพรางมันอยู่ร่ำไป นอกจากจะทำร้ายสุขภาพแล้ว น้ำยาทาเล็บยังถูกจัดให้เป็นขยะอันตราย แปลว่าเมื่อไหร่ก็ตามคุณทิ้งมันลงขยะ สารพิษต่างๆก็จะยังวนเวียนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ทำร้ายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย




       
      OPI คือหนึ่งในน้ำยาทาเล็บที่ใส่สารพิษอันตรายมากที่สุด


ถ้าใครคิดว่าน้ำยาทาเล็บยี่ห้อดังที่มีอย.รองรับนั้นน่าไว้วางใจกว่าของถูกๆในตลาดนัดคุณอาจต้องคิดใหม่ เพราะจริงๆแล้ว อย.หรือ FDA.ไม่ได้เคร่งครัดกับสารเคมีในเครื่องสำอางค์อย่างที่หลายคนคาดหวังให้มันเป็น ยกตัวอย่างแบรนด์ดัง OPI น้ำยาทาเล็บที่ทำยอดขายมากที่สุดทั่วโลก แต่ก็ใช้สารพิษที่แรงมากที่สุดเช่นกัน ถึงขนาดมีประวัติเคยคว้ารางวัลชนะเลิศในฐานะที่เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุดในฐานข้อมูลของ EWG Skindeep (กลุ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับสารเคมีในเครื่องสำอางค์) เหตุเพราะเคยใส่ 3สารพิษที่ว่าจนถูกขอร้องให้หยุดใช้ซะที แต่ OPI กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ และยังขายให้ลูกค้าใช้ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายกลุ่มรณรงค์เพื่อความปลอดภัยในเครื่องสำอางค์หรือ Campaign for Safer Cosmetic ต้องงัดกลยุทธแฉความจริงมาใช้ด้วยการร่อนกระจายข้อมูลไปตามซาลอนและสปาต่างๆให้ได้ตระหนักถึงพิษร้ายของน้ำยาทาเล็บยี่ห้อนี้ว่าอันตรายขนาดไหนต่อสุขภาพของลูกค้าที่มาใช้บริการในร้าน โดยเฉพาะพนักงานทำเล็บที่ควรจะได้ทำงานในอากาศบริสุทธิ์เหมือนกับคนอาชีพอื่น แต่ก็ต้องมาสัมผัสสูดดมสารพิษทั้งวันดั่งอาชีพหลัก ซึ่งการรณรงค์นี้ทำเอา OPI  หวั่นไหวว่ากำไรและรายได้จะหดหายยอดขายลดฮวบ สุดท้ายต้องยอมเปลี่ยนสูตรโดยตัดสามสาร Toxic Trio ออกไป หลังจากนั้นก็ออกมาประชาสัมพันธ์ว่าน้ำยาทาเล็บของเค้าเป็นแบบ Big 3 Free ไร้ 3 สารพิษหลัก ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนจะแคร์ความปลอดภัยผู้บริโภคดีนะแต่ถ้าถามถึงความจริงใจต่อลูกค้าก็คงต้องพิจารณากันใหม่อีกที เพราะหากความปลอดภัยของเรา คือสิ่งที่ OPI ใส่ใจเค้าก็จะไม่ใส่สารพิษใ้ห้เราใช้ตั้งแต่แรกแล้ว


สาวๆคนไหนที่ยังอยากทาเล็บต่อไปแต่ไม่อยากเสี่ยงสารพิษ ก็ลองเข้าไปเช็คความปลอดภัยได้ในเว็บ EWG Skindeep เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อหรือทาครั้งต่อไป ดีหน่อยที่ปัจจุบันนี้เริ่มมีน้ำยาทาเล็บทางเลือกใหม่ที่เฮลตี้ ที่ไม่แย่และไม่เหม็นและปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำ  หากคุณคิดว่าการทาเล็บเป็นกิจกรรมที่ช่วยดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้น ก็อย่าลืมว่าการดูแลตัวเองให้สวยในวิธีที่ได้ผลและเสถียรภาพที่สุดไม่ใช่แค่เลือกสีเล็บให้เข้ากับชุดโปรดไปวันๆเท่านั้น แต่ต้องสวยแบบไม่สร้างภาระให้อวัยวะภายในหรือเสี่ยงทำร้ายตัวเองในระยะยาวด้วย

Wednesday, March 27, 2013

คิดอีกครั้งก่อนสั่งนักเก๊ท

ครั้งนึงเพื่อนที่เคยทำงานร้านฟาสต์ฟู้ดเล่าให้ฟังว่านักเก๊ทไก่์มีส่วนผสมลับที่เรียกว่าขยะดีำๆนี่เอง นั่นคือพอได้เวลาปิดร้านปุ๊บ พนักงานจะเอาเศษไก่เหลือๆในจานที่ลูกค้ากิืนไม่หมดมาช่วยกันขูดๆเศษเนื้อที่ติดกระดูกออก ปรุงรส แล้วทอดใหม่เป็นนักเก๊ทของวันต่อไป แม้นางจะเล่าด้วยสีหน้าจริงจังแต่อิชั้นก็ไ่ม่ได้ปักใจเชื่อหรอกนะ คือมันฟังดูเป็นมุขไม่ค่อยขำที่เอาไว้อำต่อๆกันมาซะมากกว่า คิดในใจ แม็คไม่น่าจะกากขนาดเอาไก่ทอดแทะแล้วมาขายใหม่หรอกน่า..


พอมาวันนี้ได้รู้ถึงส่วนผสมของนักเก๊ทไก่ืแบบเจาะลึกกว่าเดิม แม้ส่วนผสมจะแตกต่างแ่ต่ก็ทำเอาพะอืดพะอมและสะเทือนขวัญได้ไม่น้อย แถมยังมีที่มาจากแนวคิดเดียวกันนั่นคือ "กำจัดขยะให้เป็นสินค้า" ดังนั้น 50% ของนักเก๊ทไก่จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่คัดแล้วว่าเหลือทิ้ง ทั้งกระดูก ลูกตา สมอง กล้ามเนื้อ เครื่องในทุกส่วน รวมถึงบรรดาลูกเจี๊ยบตัวผู้ทั้งหลายที่เกิดมาชีวิตก็ไร้ค่าทันที ด้วยเหตุที่พวกมันไม่ทำเงินเพราะออกไข่ไม่ได้เหมือนตัวเมียแถมโตช้ากว่าและเนื้อของไก่ตัวผู้ก็ไ่ม่อวบใหญ่เท่าไก่ตัวเมีย ดังนั้นชะตาของลูกเจี๊ยบตัวผู้จึงไม่ต่างจากขยะของโรงงานที่มักถูกกำจัดด้วยการโยนลงเครื่องบดทั้งเป็นวันละมากกว่า 150,000 ตัว ความน่ารักจิ๊บๆๆ ของลูกเจี๊ยบจึงไร้ค่าพลันเพราะดันมาเกิดเป็นตัวผู้ในโรงงานที่มีเจ้าของไ้ร้ความเมตตาปราณี หวังหากำไรกับชีวิตสัตว์ีที่ต่อสู้ไม่ได้แม้แต่จะเอาชีวิตตัวเองรอด




ลูกไก่ตัวผู้กลายเป็นขยะที่ถูกรีไซเคิล




ส่วนผสมอีก 50% ของนักเก๊ทคือแป้งข้าวโพด, น้ำตาล, เครื่องปรุงรสสังเคราะห์ที่ชื่อ Autolyzed yeast extract หรือผงชูรสอีกแบบที่มีผลทำให้เกิดโรคอ้วน เสร็จแล้วเอาไปเติมสารกันบูด TBHQ ที่ทำให้คลื่นไส้,สมองเบลอยิ่งได้รับสารนี้ในปริมาณสูงจะส่งผลให้เกิดเนื้องอกในท้อง และถ้ากินสารนี้เข้าไป 5 กรัมก็ตายได้เลย นอกนั้นยังใส่ ไดเมทิลโพลีไซโลเซน สารเคมีที่ช่วยให้น้ำมันไม่เป็นฟองเวลาทอดหลายครั้ง สารนี้เป็นซิลิโคนตัวเดียวกับที่ใช้ใส่ในนมปลอม เครื่องสำอางค์ และดินน้ำมัน ฟังดูน่ากลัวมากกว่าน่ากินนะ ซึ่งอิชั้นค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีใครติดสารเคมีเหล่านี้ไว้ในตู้เย็นที่บ้านเพื่อใช้เติมอาหารที่ทำกินกันในครอบครัวเป็นแน่ แล้วเหตุใดเล่าเราถึงต้องเดินเข้าร้านฟาสต์ฟู้ดเพื่อจ่ายเงินแลกกับเศษซากศพไก่ใส่สารพิษพวกนี้ด้วย


ส่วนภาพที่เห็นเป็นเส้นสีชมพูเหมือนกองขี้ช้างเผือกก็คือเลือด กระดูกและอวัยวะเหลือทิ้่งของสัตว์ที่ถูกบดรวมกันแ้ล้ว ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า "Pink Slime" แปลว่า "เมือกชมพู" ฟังดูน่ากินดีมะ? แต่ที่เห็นว่านักเก๊ทมีสีขาวน่ากินก็เป็นเพราะเค้าใ่ส่สีสังเคราะห์สีขาวลงไปก่อนนำไปทอดน่ะสิ ส่วนคำจำกัดความของ Pink Slime ตาม USDA บอกว่าเมือกชมพูมันคือ"อวัยวะเหลือทิ้งของสัตว์ที่มีราคาถูกแสนถูก นำมาบดผสมรวมกับไขมันจนละเอียด ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยแอมโมเนีย" เพราะปกติแล้วเศษซากสัตว์ที่ว่าจะเต็มไปด้วยแบคทีเรียไชยั้วเยี้ยเช่นอีโคไล แต่แอมโมเนียมันคือสารเคมีที่ปกติจะใส่ในน้ำยาล้างทำความสะอาดพื้น แต่กรณีนี้กลับเอามาใส่ในเืนื้อบดเพื่อฆ่าเืชื้อโรคซะงั้น ย้อนไปในอดีตเมือกชมพูจะถูกขายในรูปแบบของอาหารหมา แต่ตอนนี้ดันเอามาจำหน่ายให้คนกินด้วยเพื่อเพิ่มยอด ดังนั้นเนื้อบดที่ขายในซุปเปอร์มาเก๊ตจึงประกอบด้วยเมือกชมพูถึง 70% ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก ซาลามี่ และนักเก๊ทไก่ด้วย น่าสงสัยไม่้น้อยว่าถ้าซากสัตว์เหล่านั้นมันสกปรกขนาดต้องพ่นยาฆ่าเชื้อแรงๆแบบนี้ มันก็ไม่ต่างจากขยะเน่าเหม็นที่พยายามเอามาขายต่อให้ลูกค้ากินเลยสิ?







เจมี โอลิเวอร์ เชฟเซเลบผู้โด่งดังจากรายการทำอาหาร ก็เป็นอีกคนนึงที่ทนไม่ไหวกับนิสัยเห็นแก่ได้ของพ่อค้าใจทรามที่หวังทำแต่กำไรโดยไม่สนใจความปลอดภัยของผู้บริโภค เค้าเลยถ่ายวีดีโอสาธิตการทำเนื้อบดอาบยาพิษแอมโมเนียให้ได้ดูกันต่อหน้าผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมแฉให้ฟังว่าเนื้อบดที่ขายกันทั่วไปก็มีการเติมแอมโมเนียซึ่งเป็นอันตรายและควรเอาไปให้หมากินมากกว่าจะเอามาขายให้เด็กๆ หลังจากคลิปถูกเผยแพร่ออกสื่อ บริษัทยักษ์แห่งฟาสต์ฟู้ดก็ได้ออกมาประกาศว่าเริ่มหยุดใช้เมือกชมพูในเนื้อบดแล้ว เช่นแม็คโดนัลด์ ก็เพิ่งประกาศหยุดใช้ตอนปี 2011 รวมถึงเบอเกอร์คิงและทาโก้เบลล์ด้วย กรณีนี้แสดงว่าถ้าไม่มีคนดังของสังคมอย่างพ่อครัวเจมี่ออกมาประท้วงด้วยคลิป ร้านฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่หลายเจ้าก็จะยังคงขายอาหารปนเปื้อนสารเคมีให้คนทั่วโลกกินต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าใช่หรือไม่? ที่น่าคิดก็คือเหตุใดอย.ที่ควรเป็นหูเป็นตาให้กับผู้บริโภคถึงไม่แบน และปล่อยให้ขายมานานได้ขนาดนี้? ยังไงก็ตามอิชั้นคิดว่ามันไม่ยุติธรรมต่อสิ่งมีชีิวิตหน้าไหนทั้งสิ้น ไม่ว่าสัตว์หรือคนก็ไม่สมควรต้องตกเป็นเหยื่อและยอมกินอาหารปนสารพิษเหล่านี้ เพราะอาหารดีๆยังมีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่ายในธรรมชาติ ความอร่อยมันอยู่ในปากได้ไม่นานหรอกก็ต้องกลืน แต่ร่างกายนี้ยังต้องใ้ช้ไปอีกไม่รู้อีกกี่สิบปี ดังนั้นหากเห็นด้วยว่าสุขภาพของคุณและคนที่คุณรักคือสิ่งสำคัญ ก็โปรดระวังในการเลือกซื้ออาหาร เพราะทุกอย่างที่วางขายถึงจะกินได้แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยและวางใจได้นะ 


Sunday, March 17, 2013

ธรรมกาย ทำไมต้องเว่อร์?


เป็นที่รู้กันดีทั้งชาวพุทธและไม่พุทธว่าหลักธรรมคำสอนเน้นๆของพุทธศาสนาคือการ "ปล่อย" ไม่ยึดติดกับอำนาจ ทรัพย์สินเงินทองข้าวของนอกกาย แม้แต่อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้นในใจก็ต้องปล่อยไปหากต้องการพ้นทุกข์อย่างแท้จริงและถาวร  เพราะความจริงของชีวิตไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้ สุดท้ายแม้แต่ร่างกายตัวเองก็ยังโดนเผาทิ้ง ตอกย้ำแนวคิดปลงๆนี้ด้วยภาพชินตาของพระพุทธเจ้าที่เราได้เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก คือภาพที่ท่านใส่จีวรนั่งใต้ต้นโพธิ์กลางป่า หลับตาทำสมาธิ ให้อารมณ์สมถะ ไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอกได้ีดีมาก ขนาดเคยเป็นถึงเจ้าชายในวังผู้ร่ำรวยด้วยเงินทองมหาศาลก็มิได้ติดหรู แม้จะถูกเสด็จพ่อหลอกล่อให้มัวเมาในกามด้วยเหล่านางบำเรอเป็นหมื่นนาง ก็ไม่ทำให้หวั่นไหวในกิเลสตัณหา กลับเดินทางเข้าป่าเพื่อค้นหาความสงบทางใจโดยใช้ปัญญาและการนั่งสมาธิมองลึกเ้ข้าถึงตัวตนจนตรัสรู้ เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสมาถึงทุกวันนี้



จริงอยู่ว่าพระส่วนใหญ่สมัยนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตสันโดษในป่าเขาแบบพระพุทธเจ้ากันซะเท่าไหร่ เพราะอาศัยอยู่ในวัดกันซะมาก แต่สภาพโดยรวมของวัดทั่วไทยที่เคยไปสัมผัสก็ยังให้ความรู้สึก Minimalist สมถะ เรียบง่าย สไตล์บวชอย่างพอเพียง ต่างกันมากกับวัดแถวปทุมธานีที่ครั้งนึงเคยโดนทางโรงเรียนเกณฑ์ให้ไปร่วมทำกิจกรรมโดยไม่ถงไม่ถามความสมัครใจจากนักเรียนซ้าากคำ และในวันนั้นเองที่ทำให้อิมเมจวัดพุทธในอุดมคติต้องแตกกระจายไปอย่างสิ้นเชิง เริ่มจากวัตถุประหลาดทรงกลมที่ชวนให้สงสัยว่าเอเลี่ยนพันธ์ทองที่ไหนมาจอดยานแม่ทิ้งไว้ที่ปทุม ถ้าไม่ใช่ แล้วมันมาำทำอะไรอยู่ตรงนั้น? ถึงแม้เจ้าของไอเดียจะบอกว่านี่แหละคือมหาเจดีย์ แต่ก็มีหลายคนพร้อมใจตั้งชื่อใหม่ให้ว่าจานบินไปซะละ แต่ส่วนตัวคิดว่าหัวนมทองก็เหมาะสมดี


ศิษย์ธรรมกาย หรือ ธรรมาเฟีย?

ต่อด้วยพื้นที่วัด 2000 กว่าไร่ที่กว่าจะได้มาต้องแลกด้วยการทำสงครามยึดที่นากับชาวบ้านละแวกนั้นจนเป็นข่าวครึกโครมใหญ่โต เห้อ.. อนาถดีแท้ แค่เริ่มสร้างยังกร่างขนาดนี้ นายธรรมเกียรติ อาจารย์พิเศษในมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เล่าว่า 

"ในอดีตวัดพระธรรมกายเคยมีข่าวลูกศิษย์พกปืนขับไล่ชาวบ้านและโรงเรียนให้ออกจากที่ดินใกล้บริเวณวัด ทั้งที่วัดมีที่ดินเพียงพอต่อการปฏิบัติธรรมอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะต้องการพื้นที่มากขนาดนั้นไปเพื่ออะไร" 







และด้วยขนาดของวัดที่กว้างอย่างกะสนามกีฬาจึงสามารถรองรับญาติโยมได้กว่าล้านที่นั่ง ดังนั้นถ้าใครหวังจะหาวัดเงียบๆแถบชานเมืองเพื่อหลบหนีความวุ่นวายในเมืองกรุงที่พลุกพล่านด้วยประชากรหนาแน่นล่ะก็ คุณจะต้องผิดหวังกับวัดนี้ เพราะทุกวันจะมีคนมากมายราวกับมีงานวัดใหญ่ตลอดเวลายิ่งวันอาิิทิตย์ต้นเดือนจะพากันมาทำบุญเป็นหมื่นๆ! ทำไมต้องเป็นอาทิตย์ต้นเดือนด้วย? 


"สิ่งที่อยากพูด คือ การบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา คือ เขาจะเชิญชวนญาติโยมไปทำบุญในวันอาทิตย์ทุกต้นเดือน อันนี้สำคัญที่สุด จุดนี้คือจุดหาเงิน คนเก็บหอมรอบริบเพื่อไปซื้อบุญมีเป็นจำนวนมาก เพราะเขาโฆษณาว่า การทำบุญในวันอาทิตย์ต้นเดือนหนึ่งครั้งได้บุญกว่าการทำบุญกับพระพุทธเจ้าจริง ๆ เสียอีก มากกว่าเป็นอสงไขยเท่า" จาก สัมภาษณ์พิเศษ พระอดิศักดิ์ วิริยสกโก 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งธรรมกาย (2542)  



นอกนั้นยังมีจัดอีเว้นท์ให้ชาวบ้านมารวมตัวกันบวชเป็นหมื่นเป็นแสนล้านรูป หวังสร้างสถิติและโปรโมทความอลังการให้ดังไปทั่วโลก แต่มันจะขัดกันไปหน่อยมั้ย กับคำสอนของพุทธที่มุ่งให้รู้จักความพอดีไม่มีอีโก้? โดยเฉพาะการบวชที่ควรทำใจให้ว่างและสงบไม่ใช่หรือ? แอบสงสัยไม่ได้ว่าถ้ามีใครซักคนอยากบวช ทำไมไม่ไปบวชที่วัดแถวบ้าน? จะมารวมตัวกันบวชกับคนอีก 999,999 คนเพื่อ? อะไรคือเหตุผลจริงที่ทำให้คนทั่วประเทศมารวมตัวบวชที่วัดเดียวกัน เค้าสมัครใจมากันทุกคนมั้ย? ความเห็นหนึ่งของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์บอกว่า..



"ตอนอุบาสิกาแก้วนะคะ เบื่อมาก มันมาที่หมู่บ้านพิษณุโลกนี่แล้วก็ให้หาคน 100 คนในเขตตำบลที่แม่อิชั้นอยู่นี้ไปบวช นี่ต้องเกณฑ์คนกัน 2-3 หมู่บ้านเชียว อิชั้นก็ถามแม่ว่าไปทำไม พอดีบ้านอิชั้นอยู่แถวธรรมกายนั่นแหละ ก็เคยเล่าให้แม่ฟัง ตอนเรียนอยู่ มธ. แล้วไปทำบุญ เจอบุญเงิน บุญทองเข้าไป พวกอิชั้นถึงกับขอลาเลย แม่ก็บอกว่าทำไงได้ ญาติไปรับปากเขาแล้ว เล่นแจกของมาสะเพียบ เจ้าอาวาสวัดแถวบ้าน ก็ได้เงินอีก ใครจะไม่ไป สรุป เอารถบัสมาขนคนไปหมดทั่วไทย อิชั้นก็ไปดู วุ้ย ลูกหลานวิ่งเล่นกันเพลินหล่ะ ได้บุญกันเต็มๆ ดังนั้นเงินที่ท่านๆทำบุญมาหน่ะ อิชั้นได้บุญเต็มๆ มีนมตั้งอยู่เฉพาะที่บ้านอิชั้น 10 ลัง ปลากระป๋อง 5 ลัง ข้าวสาร อีกเพียบ แล้วจะให้อิชั้นศรัทธา พูดมาร้อยเรื่องก็คงไม่เชื่อแล้ว แต่อิชั้นก็กินนะ ทิ้งมันเสียดาย"





ตอนจัด บวชสามเณร หมื่นรูปทางวััดก็เที่ยวไปเหมานายทหารมาบวชกันจนหมดกองร้อย ทั้งๆที่การบวชเรียนเพื่อเข้าถึงศาสนาให้มากขึ้นนั้นมันคืออิสระและการตัดสินใจส่วนบุคคล ถ้าเมื่อไหร่มีการบังคับให้นับถือหรือจ้างให้มาบวชโดยไม่ถามความยินยอมก็ถือได้ว่าไม่น่าเคารพหรือแม้แต่จะเอาตัวไปเกลือกกลั้วด้วย การกระทำแบบนี้นอกจากวัดจะพยายามสร้างภาพให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าธรรมกายคือวัดที่น่าเลื่อมใสระดับประเทศแล้ว มันยังเป็นเหมือนการจัดพิธีล้างสมองครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า Groupthink หรือการบังคับให้คนกลุ่มใหญ่มาใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ตัดผมให้เลี่ยนเกรียนทรงเดียวกัน ทำกิจกรรมตามคำสั่งด้วยกัน จนไม่เหลือความเป็นปัจเจกชนเพราะสมองถูกใช้ในการจดจำและทำตามคำสั่งของหัวหน้า สุดท้ายกลายเป็นทาสลัทธิ ขาดความสามารถในการไตร่ตรองเหตุผลต้วยตนเอง

ธัมมี่ นักเซลบุญหมื่นล้าน
ส่วนรูป Before & After ที่เห็นอยู่ก็คือผู้รับตำแหน่งขับขี่ยานทองของวัดจานบินที่จะเป็นของใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่เจ้าอาวาสธัมมชโยหรือ"ธัมมี่" ศิษย์แม่ชีจันที่เคยแสดงอภินิหารปัดระเบิดนิวเคลียร์จากไทยไปลงฮิโรชิม่า! จริงๆแล้วธัมมี่ไม่มีสิทธิจะเป็นแม้แต่พระซะด้วยซ้ำเพราะถูกปาราชิกไปนานมากแล้วเพราะโกงเงินวัดไป 35 ล้านบาท แต่ด้วยอำนาจมืดจากมือที่มองไม่เห็น ทำให้ธัมมี่ยังมีศักดิ์เป็นเจ้าลัทธิได้ดังเดิม แถมล่าสุดแกหลอนหนักออกมาประกาศว่าตัวเองเป็นหัวหน้าพระพุทธเจ้า แต่กลับมีพฤติกรรมเยี่ยงเซเล็บไม่ปลงสังขาร ทั้งการโปรโมทตนเองในทุกช่องทาง แถมยังแอบไปศัลยกรรม กรีดตาสองชั้น ขัดหน้าให้เปลี่ยนจากดำหลุมบ่อ เป็นขาวเนียนกริบ แลดูอ่อนเยาว์ในวัย 65 ปี คงเกรงว่าหนังหน้าเก่าจะไม่เงาขึ้นกล้อง เดี๋ยวลำแสงออร่าจะไม่ส่องประกายในยามจำหน่ายบุญ รวมถึงการแต่งกายที่ดูเยอะ ทั้งใส่เสื้อยืดแขนยาวสีเดียวกับจีวรผ้าป่านสวิส บวกกับถุงน่องครึ่งแข้งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ซึ่งแกก็ออกมาแุถว่าจำเป็นต้องเยอะนะจ๊ะเพราะเป็นป่วยเป็นเบาหวาน ซึ่งตรรกะงงๆแบบนี้ทำให้สงสัยว่าธัมมี่เป็นพระสงฆ์องค์แรกที่เป็นเบาหวานในประเทศนี้หรอไง? ทำไมจึงไม่เคยพบเห็นพระแ่ต่งกายด้วยดีไซน์นี้มาก่อนเลยในชีวิต? ลองฟังธรรมะของธัมมี่แล้วยิ่งบัดซบ มีการบอกว่ากราบพระพุทธรูปที่ธรรมกายได้บุญมหาศาล กราบ 1 ครั้งได้บุญล้านครั้ง เพราะที่วัดมีพระพุทธรูปล้านองค์! กราบ 2 ครั้ง ได้บุญสองล้านครั้ง! 




ความบัดสีของธัมมี่ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะเจ้าอาวาสแห่งธรรมกายนายนี้ยังไปแอบกิ๊กสีกาทั้งที่โสดและที่เป็นเมียชาวบ้านอีกมากมายหลายนาง ทั้งๆที่เรื่องจีบหญิงและม่อสาวนั้นไม่ใ่ช่กิจของสงฆ์ ต่อให้ไม่ต้องบวชก็รู้กันดีทั่วหน้า แต่ธัมมี่กลับไม่สำรวมกิริยาหรือแม้แต่จะพยายามบังคับความต้องการเบื้องต่ำเลยซักนิด เมื่อหัวหน้าลัทธิเป็นแบบนี้ แล้วจะมาสอนพระลูกวัดให้ดีได้ยังไง?

สยามธุรกิจ : นอกจากพยายามสร้างภาพตัวเองว่าเป็นหัวหน้าพระพุทธเจ้าแล้ว ที่หลัก ๆ และที่น่าเกลียดมาก ๆ มีอะไรอีก 

พระอดิศักดิ์ : น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ การเย้าแหย่สีกา เช่น เจอสีกาที่สวยๆ ถูกใจก็จะเย้าแหย่แหมวันนี้นะคุณแดง (สมมุติชื่อ) แก้มแดง น่าหยิก แหมหูสวย หน้านวล จมูกโด่ง คือชมกัน แบบชายหนุ่มเกี้ยวหญิงสาว มันก็เหมือนหมาหยอกไก่นั่นแหละก็เคยมีคนมาสารภาพให้อาตมาฟังว่ามันติด เข้าใกล้แล้วมันลืมโลกไปเลย แล้วก็มีเรื่องเยอะแยะเกี่ยวกับสีกา ซึ่งอาตมาตอนอยู่ที่นั่นเป็นคนคอยกันสีกาออกไป แล้วก็พบเรื่องสีกาแย่งกันไปแย่งกันมา ถึงกับทะเลาะเบาะแว้งกัน บางคนก็มาร้องห่มร้องไห้
สัมภาษณ์พิเศษ พระอดิศักดิ์ วิริยสกโก 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งธรรมกาย (2542)


คณะทำงาน : แล้วความสัมพันธ์แบบเห็นกันจะๆ ชัดๆ นะ มีไหมครับ

พยาน 1 : ก็ในบ้านเลย บ้านใกล้ๆ ซอยสายลม เข้าไปในซอยมีโค้งซ้าย บ้านอยู่ขวามือ ภายในรั้วมีบ้าน 3 หลัง หลังแรกเป็นออฟฟิศบริษัททำแขนขาเทียมและขายอุปกรณ์ให้กับทหารพิการในกองทัพ จากประตูใหญ่เข้าไปซ้ายมือเป็นออฟฟิศบริษัท ขวามือเป็นบ้านน้าที่พวกเราเรียกว่า “อี๊” เดินลึกเข้าไปข้างในเป็นบ้านสีกา วันนั้นเราเดินทางไปหาสีกาที่บ้านประมาณ 3 ทุ่ม เราสนิทกันมากนะ บางทีเราไปหาไม่ต้องนัดล่วงหน้าก็ได้ ไปกดออดหน้าบ้านไม่เกิน 5 นาที ถ้าสีกาอยู่ก็จะเดินมาเปิดเอง วันนั้นเรากดเกือบ 20 นาทียังไม่มีใครมาเปิด จึงชะโงกดูเขย่งดูเห็นรถสีกาอยู่จึงกดออดอีกที มีเด็กมาเปิดประตู เดินเข้าในบ้านเงียบมาก พอถึงตัวบ้านสีกาหลังในเขามาเปิดประตูหน้าตายุ่งเหยิง สีกาใส่ชุดนอนไม่ใส่ยกทรง สีกาหน้าซีดมาก หน้าเสียมาก หน้าซีดๆ คือเราไม่เคยแต่งงานนะ เราไม่เคยเห็นคนหน้าเสียที่อายมากๆ มาก่อนเลย วันนั้นเราเพิ่งเข้าใจว่าคนหน้าเหลือ 2 นิ้ว เป็นยังไง เราเห็นวันนั้นแหละ คุณ “ส.” ไม่อยู่บ้าน รับราชการต่างจังหวัด วันนั้นสีกาหงุดหงิดมาก มันผิดปกติเพราะเราไปหากันเกือบทุกวัน เขาหงุดหงิดมากถามว่ามาทำไม เราก็งงจริงๆ สีกาบอกว่าธัมมชโยอยู่ด้วยนะ เรายิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ อะไรกัน ธัมมชโยอยู่ด้วย แต่สีกาแต่งตัวไม่เรียบร้อย พอเราเข้าไปในบ้านแบบวิสาสะเราพบธัมมชโยหน้าซีดมาก ธัมมชโยมีเหงื่อออกเม็ดเท่า “ถั่วเขียว” บนหัว ทั้งๆ ที่อยู่ในห้องแอร์ที่เย็นมาก "แฟ้มคดีธรรมกาย" เล่มที่ 1


จากภาพลักษ์ไฉไลไฮโซกว่าพระสงค์องค์อื่นๆ ธัมมี่ยังเป็นพระที่น่าจะรวยที่สุดในประเทศก็ว่าได้

"คณะทำงานฯ เชื่อว่ารายได้และผลประโยชน์ของพระธัมมชโย รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน ทรัพย์สินส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะปกปิด ส่วนเงินสดจะปรากฏอยู่ในบัญชีลับๆ ซึ่งทางวัดพระธรรมกายได้มีหนังสือแจ้งไปยังสาขาของธนาคารที่ฝากเงินว่า ห้ามเปิดเผยบัญชีของพระธัมมชโยและบุคคลรอบข้างเด็ดขาด ถ้าเปิดเผยทางวัดฯ จะถอนเงินฝากทั้งหมดซึ่งก็สร้างความหวาดกลัวให้กับธนาคารผู้รับฝากเป็นอย่างมากเพราะเกรงว่ายอดเงินก้อนมหึมาจะโยกย้ายไปฝากธนาคารอื่น ด้วยเหตุผลข้อนี้ คณะทำงานฯ จึงตรวจสอบอีกครั้งจึงพบว่า ปัจจุบันพระธัมมชโยน่าจะมีเงินสดหลายพันล้านบาท ใกล้เคียงกับเงินสดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"  เรื่องย่อหนังสือ "แฟ้มคดีธรรมกาย " 


คณะทำงาน : ได้ข่าวว่าการเข้าหาคนร่ำรวยมากๆ เป้าหมายสำคัญๆ จะสืบประวัติก่อนใช่หรือเปล่า?

พยาน 1 : ใช่ สมมติว่าคุณเป็นเพื่อนเรา เรารู้ว่าคุณเป็นคนมีเงิน มีฐานะดี แต่ไม่เคยทำบุญ เราก็นำประวัติเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของคุณ แม้แต่โรคประจำตัว ความชอบและไม่ชอบ วันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก เขียนเป็น paper ส่งไปให้ธัมมชโยก่อน ให้ศึกษาก่อน เขาจะให้สีกาอี๊ดนำไปให้หมอดูเพื่อผูกดวงและทำนายทายทัก “เหยื่อ” แล้วธัมมชโยจะนำมาท่องจำไว้ พอเราล็อบบี้ “เหยื่อ” ไปหาเขาแล้ว เขาจะทำท่านั่งสมาธิเหมือนมองเห็นทางในงั้นแหละ ทำนายทายทักได้เกือบหมด แล้วก็บอกว่ามีกรรมบางประการบดบังไว้อยู่ ทำให้มีความทุกข์ถึงแม้จะมีเงิน แล้วพูดหว่านล้อมให้ช่วยกันสร้างศาสนสถานของเขาเหมือนเล่าให้ฟังตอนแรก บางคนครั้งแรกก็ไม่บริจาค ไม่กล้าควัก เราก็หาวิธีการใหม่อีก พาเขามาอีกครั้งหนึ่ง มานั่งสมาธิในห้อง มีพระธัมมชโยนำนั่งสมาธิ พอนั่งเสร็จเราก็จะมีหน้าม้าทำเป็นซาบซึ้งอยากช่วยหลวงพ่อ บางคนน้ำตาไหลซาบซึ้งในเจตนาของหลวงพ่อ ถวายเงินสองสามแสน บางคนถวายเป็นล้าน หน้าม้าบางคนก็ทำทีจะจ่ายเช็ค แต่ไม่ได้นำเช็คมาด้วย ทำเป็นขอยืมเช็คเพื่อนเขียนถวายหลวงพ่อก่อน แล้วจะเอาเงินเข้าให้ แต่จริงๆ หน้าม้าไม่ได้เอาเข้าหรอกนะ คนที่เป็นเหยื่อ เห็นคนถวายก็รู้สึกว่าจะน้อยหน้า ต้องถวายกะเขาไปด้วย แม้แต่คนป่วยที่ร่ำรวย ธัมมชโยจะบอกให้ไปสืบประวัติก่อนว่าเป็นโรคอะไร นอนอยู่โรงพยาบาลไหน เราก็ไปสืบทำรายงานให้ธัมมชโยอ่านก่อน เสร็จแล้วธัมมชโยเข้าไปเยี่ยมถึงโรงพยาบาลเลย ไปบอกว่าเขาป่วยแบบนี้เพราะทำกรรมชนิดนั้นไว้ พูดจนเขาเชื่อว่าบาปกรรมไถ่ถอนได้ด้วยการทำทานบารมี มีอยู่รายหนึ่งก่อนตายบริจาค 30 ล้าน ทุกวันนี้เรายังได้ข่าวว่ามีการส่งพระไปตามโรงพยาบาลเอกชนสำคัญๆ เพื่อไปสืบหาคนป่วยที่ใกล้ตายแต่ร่ำรวย เขาจะทำพิธีพาขึ้นสวรรค์ให้ด้วยการทำบุญหลักล้านขึ้นไป"  จาก "แฟ้มคดีธรรมกาย" เล่มที่ 1



ศาสดาแห่ง Scientology แนะนำ "อยากรวยให้สร้างศาสนา"
จากปากคำของสาวกเก่าธรรมโกยก็พอทำให้เข้าใจว่าวัดนี้ไม่ต่างจากแก๊งค์ 18 มงกุฎที่หลอกล่อเหยื่อทั้งหลายจนร่ำรวยมหาศาลจากการเป็นมารศาสนา ทำให้นึกถึงเจ้าสำนักแห่ง Scientology หรือ L.Ron Hubbard ที่หากินกับความเชื่อความศรัทธาของผู้คนที่กำลังหาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ  ต่างกับธรรมกายอยู่หน่อยตรงที่เค้าไม่พยามปิดบังเลยซักนิดว่าหวังหลอกแดรกเงินในกระเป๋าของสาวกในเครือ แถมยังออกมาแนะนำอีกด้วยว่า "ถ้าอยากรวยเป็นมหาเศรษฐี วิธีที่ดีที่สุดก็คือการสร้างศาสนาของตัวเอง"  ขนาดบอกกันโต้งๆอย่างนี้ยังมีสาวกแห่เข้าลัทธินี้กันเพียบ ทั้งดาราดังอย่างทอม ครูซ,มาดอนน่า และจอห์น ทราโวต้า ชัดเลยว่าแค่มีเงินถุงเงินถังมาบริจาค น่ะไม่พอนะจ๊ะ ต้องมีเขางอกสองข้างด้วยถึงจะเข้าศาสนานี้ได้ 



ทำไมมีไก่ย่างในรูปด้วย อดีตชาติเกิดเป็นเจ้าของCP หรือเปล่า??



อีกหนึ่งกำลังหลักของธรรมกายที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาดก็คือพนักงานวาดการ์ตูนที่มีอาชีพรับจ้างสร้าง Propaganda หรือภาพโฆษณาเกินจริงตามสื่อของธรรมกาย เช่นซีรี่ย์ที่ใช้ชื่อว่าอนุบาลฝันในฝัน แหม แค่ชื่อยังพยามยามทำให้คนฟังมึนขนาดนี้ ไอ้ที่น่าคิดก็คือที่ผ่านมามีพระนั่งสมาธิมากมายมาเป็นร้อยปีพันปีแต่ไม่เห็นมีพระรูปไหนเห็นนิมิตรสวรรค์แบบนี้เลยซักรูปเดียว ทำไมพระวัดธรรมกายถึงเห็นเป็นที่แรกได้ฟระ แถมยังกล้าเอามาทำหนังแอนิเมชั่้นเป็นจริงเป็นจังให้ญาติโยมได้ีัรับชมกัน? แม้ทางวัดจะบอกว่าภาพการ์ตูนเหล่านี้ช่วยให้ผู้มาปฎิบัติธรรมเห็นภาพได้กระจ่างขึ้น แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันคือการมอมเมาให้งมงายซะมากกว่า รวมถึงเครื่องประดับชาวสวรรค์ที่บอกว่านี่คือ Accessories ของนางฟ้าเทวดาที่คุณจะได้รับเมื่อทำุบุญกับธรรมกาย และนี่คือสาเหตุที่ทำไมสาวกธรรมกายจึงอยากได้อยากมีเครื่องประดับเหล่่่านี้ไปใส่โชว์กันบนสวรรค์

"หลวงพ่อท่านว่า ทิพยสมบัติ เป็น ผลของบุญเพียงส่วนหนึ่ง....หลวงพ่อเปรียบเปรยไว้ว่า กำลังบุญข้างบนนั้น วัดกันได้ก็ด้วยทิพยสมบัติเหล่านี้ ทีนี้ใครมีสมบัติน้อย บริวาร น้อย ก็จะรู้สึกอ๊าย อาย...เวลาราชรถสวนทางกันที่ถนน ใครบุญน้อยก็ต้องหลบหลีก ถอยกันออกไป เวลาฟังธรรมก็ได้นั่งอยู่ปลายๆแถว...ไกลลิบๆ หลวงพ่อบอกว่า ตอนนี้เราอาจจะรู้สึกว่า ไม่เห็นเป็นไร แต่พอภพมันเปลี่ยน มันจะอ๊าย อายไปเอง หลวงพ่อย้ำแล้วย้ำอีก ว่าเขาอายกันจริงๆนะ" คอมเม้นท์ จาก follower ธรรมโกย











ผลบุญจากการถวายสเวนเซ่น?
รีบสร้างบุญก่อนแล้วค่อยตายนะโยม
พระุพุทธเจ้าเน้นแก่น ธรรมกายเน้นเปลือก 
เพื่อสวรรค์ชั้นเจ็ด ขอเชิญนักข่าว 7 สีมาเดินฟินาเล่


ส่วนเงินทำุบุญจากญาติโยมทั้งหลายก็ละลายหายไปกับกิจกรรมที่พยายามจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลก เช่น จ่ายค่าไฟ ค่ายิงพลุ ค่าประกอบรถนกยูงฉลองงานศพชีจัน ตามคอนเซป"เว่อร์เข้าไว้ เดี๋ยวไม่ได้ออกข่าว" งานศพแม่ชีวัดนี้จึงมีสภาพไม่ต่างจากคืนเปิดงานปักกิ่งเกมส์อย่างที่เห็น





ไหนจะจ่ายค่าประกอบราชรถนำขบวนธุดงค์ที่ดูเหมือนมาผิดกาแล็คซี่




จริงๆแล้ว การจะมีสติ สมาธิ เพื่อค้นหาความสงบทางใจและพ้นทุกข์อย่างแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องออกไปรวมตัวกันใส่ชุดขาว หรือก้าวขาออกจากบ้านไปจำศีลที่วัดไหนทั้งสิ้น สิ่งสำคัญของการเห็นแจ้งมันต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน อย่างที่มีคำว่า Your body is your temple  ร่างกายของเรานั่นแหละคือวัด ถ้าอยากขัดเกลาจิตใจตัวเองให้พ้นทุกข์เพื่อให้สติปัญญาต้องเริ่มมองลึกๆเข้าไปในจิตใจของตัวเอง ฟังเสียงที่เกิดดับในจิตใจ แล้วขจัดทุกข์ด้วยปัญญาและสติเพื่อได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า แต่เห็นได้ชัดว่าบรรดาญาติโยมที่ยังสนับสนุนวัดนี้ไม่ได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น แต่เป็นผู้ถูกต้มให้งมงายในลัทธิบุญกันจนไม่ลืมหูลืมตา ขนาดว่าเจ้าอาวาสโกงเงินวัดไปหลายสิบล้านก็ยังไปกราบไหว้กันงกๆโดยไม่สะกิดใจกันเลยว่าพระที่ทำผิดศีลข้อสองมันจะสอนให้คนอื่นดีได้ยังไง ส่วนที่ยกภาพและคำบอกเล่าจากประสบการณ์จริงของอดีตคนวงในมาให้ดู ให้อ่าน ก็เพื่อให้เห็นกันจะๆไปเลยถึงความเสื่อมถอยแบบเว่อร์ๆ ที่วัดนี้พยายามยัดเยียดให้แก่พุทธศาสนามาเป็นสิบปีแล้ว อนาถใจที่วันนี้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยกำลังถูกโล้นห่มเหลืองที่มีปัญหาทางจิตกำลังพยายามทำลายให้เสื่อมถอยและตั้งตัวเป็นเจ้าศาสนามันซะเอง  รู้มั้ยว่าปัจจุบันคนไทยเราก็ได้ชื่อว่าศีลธรรมต่ำพออยู่แล้วในสายตาชาวโลก ทั้งชายไทยนอกใจเมียติดอันดับหนึ่ง, หญิงไทยนอกใจผัวตามมาเป็นอันดับสอง แถมยังนิยมประกอบอาชีพกะหรี่กันมากที่สุดในโลกถึง 12% บรรดานักการเมืองก็โกงกินภาษีจนรวยไปทั้งโคตรเหง้า รวมถึงตำรวจเควี่ยๆก็มีเยอะจนพบเห็นได้ทั่วไป แถมคนไทยยังแบ่งฝ่ายโดนรัฐบาลหลอกให้ใส่สีเหลืองแดงตามเกมแบ่งแยกและปกครอง (Divide and Conquer) คิดดูว่าต่อไปคนไทยจะเข้าสู่ยุคมืดขนาดไหน ถ้ารุ่นลูกรุ่นหลานที่กำลังจะเกิดใหม่ภายหน้ารู้แต่ว่าการ "ทำดี" คือการไปบริจาคเงินให้วัดใหญ่ให้ได้มากๆ ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ไปใส่สร้อยส้มตำปู?  ลองดูเด็กรุ่นนี้ไปพลางๆก็รู้สึกเวทนาเ็ต็มทีที่หลงผิดมากราบไหว้ ร้องเพลงให้กับมารศาสนาตนนี้ 



สยามธุรกิจ : มาถึงตอนนี้สรุปได้ว่า วัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเลย?
พระอดิศักดิ์ : เพี้ยน 100 เปอร์เซ็นต์
สยามธุรกิจ : เป็น 18 มงกุฎหลอกลวงมาตลอดเวลา?
พระอดิศักดิ์ : เป็นอย่างนั้น